คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ได้เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 สถานะและประมาณการเศรษฐกิจ ส่วนที่ 2 สถานะและประมาณการการคลัง และส่วนที่ 3 เป้าหมายและนโยบายการคลัง

ท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้สถานการณ์ภาคการคลังของไทยส่งสัญญาณเตือนในหลายด้าน โดยเมื่อพิจารณาจากสัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อ GDP ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาของประเทศไทย พบว่า สัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อ GDP มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 17% ในปี 2536 ลดลงเหลือ 14.9% ในปี 2568

ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลกลับยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในสภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงัน ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง สะท้อนได้จากสัดส่วนรายจ่ายรัฐบาลต่อ GDP ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ

นอกจากนี้ มาตรการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลต่อความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ประกอบกับความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลังในการอัดฉีดเม็ดเงิน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งทำให้รัฐบาลมีภาระหนี้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นและเข้าใกล้กรอบเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ที่ 70%

รายการภาระผูกพันตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 มีภาระหนี้ผูกพันตามมาตรา 28 อยู่ที่ 865,018 ล้านบาท หรือ 28.83% ต่อกรอบวงเงินงบประมาณ และล่าสุดในปี 2568 เพิ่มสูงขึ้นเป็น 1,133,751 ล้านบาท หรือ 30.21% ต่อกรอบวงเงินงบประมาณ

“ความเปราะบางทางการคลัง ส่งผลกระทบต่อการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) ระดับโลกได้แสดงความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว ที่สะท้อน ผ่านการปรับแนวโน้มมุมมอง (Outlook) ของประเทศไทย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะต่อไป”

ส่องสถานะการคลัง 5 ปี 2569-2573

-ปีงบประมาณ 2569

  • รายได้รัฐบาลสุทธิ : 2.92 ล้านล้านบาท
  • งบประมาณรายจ่าย : 3.78 ล้านล้านบาท
  • ดุลการคลัง : ขาดดุล 8.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 4.4% ต่อจีดีพี
  • หนี้สาธารณะคงค้าง : 13.099 ล้านล้านบาท คิดเป็น 68.17% ต่อจีดีพี
  • GDP : 19.371 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวช่วง 1.2-2.2% ค่ากลาง 1.7%

-ปีงบประมาณ 2570

  • รายได้รัฐบาลสุทธิ : 3 ล้านล้านบาท
  • งบประมาณรายจ่าย : 3.788 ล้านล้านบาท
  • ดุลการคลัง : ขาดดุล 7.88 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.9% ต่อจีดีพี
  • หนี้สาธารณะคงค้าง : 13.794 ล้านล้านบาท คิดเป็น 69.36% ต่อจีดีพี
  • GDP : 20.049 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวช่วง 2.1-3.1% ค่ากลาง 2.6%

-ปีงบประมาณ 2571

  • รายได้รัฐบาลสุทธิ : 3.145 ล้านล้านบาท
  • งบประมาณรายจ่าย : 3.826 ล้านล้านบาท
  • ดุลการคลัง : ขาดดุล 6.81 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.3% ต่อจีดีพี
  • หนี้สาธารณะคงค้าง : 14.419 ล้านล้านบาท คิดเป็น 69.78% ต่อจีดีพี
  • GDP : 20.831 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวช่วง 2.3-3.3% ค่ากลาง 2.8%

-ปีงบประมาณ 2572

  • รายได้รัฐบาลสุทธิ : 3.274 ล้านล้านบาท
  • งบประมาณรายจ่าย : 3.864 ล้านล้านบาท
  • ดุลการคลัง : ขาดดุล 5.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.7% ต่อจีดีพี
  • หนี้สาธารณะคงค้าง : 14.954 ล้านล้านบาท คิดเป็น 69.52% ต่อจีดีพี
  • GDP : 21.685 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวช่วง 2.3-3.3% ค่ากลาง 2.8%

-ปีงบประมาณ 2573

  • รายได้รัฐบาลสุทธิ : 3.422 ล้านล้านบาท
  • งบประมาณรายจ่าย :3.903 ล้านล้านบาท
  • ดุลการคลัง : ขาดดุล 4.81 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.1% ต่อจีดีพี
  • หนี้สาธารณะคงค้าง : 15.335 ล้านล้านบาท คิดเป็น 68.22% ต่อจีดีพี
  • GDP : 22.661 ล้านล้านบาท หรือ ขยายตัวช่วง 2.5-3.5% ค่ากลาง 3%

การดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง ภาครัฐจึงมุ่งเน้นการฟื้นฟูสภาพทางการคลังของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่งคงทางการคลังและรักษาระดับความน่าเชื่อถือของประเทศภายใต้แนวคิด “Credible” โดยให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ภายใต้กรอบวินัยการคลัง ความโปร่งใส และเป็นรูปธรรมในทุกมิติของการบริหารจัดการด้านการคลัง โดยมีการดำเนินการตามแนวทาง ดังนี้

1) การเปิดเผยแนวทางการจัดการด้านการคลังทั้งด้านรายได้และทรัพย์สิน รายจ่ายและหนี้สาธารณะ อย่างเป็นธรรมให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม

2) การปรับกฎเกณฑ์ทางการคลัง (Fiscal Rules) เพื่อเพิ่มวินัยทางการคลัง

3) การกำหนดแนวทางกำกับการดำเนินการตามมาตรการกึ่งการคลังตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ

จากแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลังทั้ง 3 ด้านดังกล่าว นำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) โดยปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการคลังของรัฐบาล อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูสภาพทางการคลังของประเทศให้กลับสู่สภาวะที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต

ที่มา : กระทรวงการคลัง และมติ ครม. ณ วันที่ 18 พ.ย.68