จากกรณี “แจ็กแปปโฮ” ยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามกว่า 8.6 ล้านคน อีกทั้งในเฟซบุ๊กมีผู้ติดตามมากกว่า 6.4 ล้านคน ได้โพสต์คลิป ขณะถอดเสื้อเต้นอยู่บนรถที่จอดอยู่หน้ามินิมาร์ท Lawson แลนด์มาร์คสำคัญของเมืองฟูจิคาวากุจิโกะ ซึ่งมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง จนส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์คนไทยทั้งประเทศนั้น

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช” แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงแฟนเพจ “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” โดยอธิบายสาเหตุที่คอนเทนต์คุณภาพต่ำ และคอนเทนต์ดราม่ายังคงเกิดซ้ำเรื่อยๆ โดยชี้ว่าเป็นผลจากกลไกอัลกอริทึม พฤติกรรมผู้ชม ที่ทำให้ creator จำนวนมากเลือกสร้างเนื้อหาแรงๆ เพื่อดึงกระแส

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “คอนเทนต์ขยะ สร้างสมองขยะ อย่าไปด่าเขาเลย ขอร้อง เพราะมันยิ่งสร้างสิ่งที่ตัว creator ต้องการ นั่นคือ เสียงการด่า ต่อมา ได้กระแส และขอโทษ แล้วก็ทำซ้ำ เป็น pattern แม้จะมีคนด่า แต่มีคนเอาตาม ทำแบบนี้ก็ได้นี่หว่า ไม่ต้องจรรโลงสังคม ไม่ต้องใช้ความรู้ เอาแบบง่ายๆ นี่แหละ สังคมเราจะเจริญเหรอ เยาวชนเข้าถึงง่าย น่าจะตกต่ำ มีเหตุผลหลายชั้นที่ทำให้ creator บางคน “ตั้งใจทำคอนเทนต์ที่มีประเด็น” หรือ ดราม่าได้ง่าย ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น ตลกกากแบบเป็น pattern เดิมๆ แต่เป็น “กลไกทางจิตวิทยา + เศรษฐศาสตร์แพลตฟอร์ม” ที่ผลักให้เกิดพฤติกรรมแบบนี้”

อีกทั้ง อัลกอริทึมชอบสิ่งที่คนโต้เถียง เท่ากับ เข้าถึงเยอะกว่าปกติ แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, IG, Facebook ให้คะแนนสูงกับคอนเทนต์ที่คนหยุดดูคนโต้ตอบ คนแชร์ไปด่า เพราะ “การมีส่วนร่วมเชิงลบ เท่ากับ negative engagement” ดังนั้น creator บางคนรู้ว่า ถ้าทำให้คนโกรธ ต่อมา คนจะคอมเมนต์ และคลิปพุ่ง นี่คือ “เศรษฐศาสตร์ของความโกรธ (Economics of Outrage)”

“ความดังเร็วกว่าด้วย “พฤติกรรมเสียงดัง” มนุษย์โบราณตอบสนองกับสิ่งที่ผิดปกติรุนแรงได้เร็วกว่า ดังนั้น พอเห็นคนทำอะไร “แปลก ๆ แรง ๆ อุกอาจ” สมองส่วนดั้งเดิม (amygdala) ตื่นตัวทันที creator บางคนจึงใช้จุดนี้ เช่น ทำอะไรเกินจริง ทำพฤติกรรมที่ดูเสี่ยง อะไรที่เหมือนท้าทายสังคม เพื่อให้คนหันมามองก่อน แล้วค่อยขายอย่างอื่นทีหลัง และคอนเทนต์ที่มีประเด็น เท่ากับ สร้างอัตลักษณ์ได้เร็ว บางคนอยากสร้าง “ตัวตน” ในตลาด creator ที่แน่นมาก การใช้ภาพลักษณ์แบบ “ขบถต่อสังคม” ทำให้พวกเขาโดดเด่นเช่น ยืนบนรถ แสดงกิริยาโอเวอร์ ทำอะไรที่คนทั่วไปไม่ทำ แม้จะกากเท่าไหร่ ก็ตาม ยิ่งกาก คนยิ่งดู เป็นการประกาศว่า “ฉันไม่เหมือนใคร” คือ platform และสังคมชอบแบบนี้ outstanding from noise ออกยืนกลาง content ที่มากมาย ขายได้ ไม่สนสังคม”

นอกจากนี้ “ความกดดันทางรายได้ทำให้บางคนต้องเล่นใหญ่ creator ใหม่จำนวนมากต้องโตเร็วเพื่อให้มีรายได้ จึงเลือกเส้นทางที่โตง่ายที่สุด แม้มันจะเป็นทางที่เสี่ยง เดี๋ยวคนก็ลืม พูดง่ายๆ “คอนเทนต์ดี ๆ สร้างยาก แต่ว่าดราม่าสร้างง่ายกว่า” อีกทั้ง คนดูบางกลุ่มติด “ดราม่าโดปามีน” พอคนเสพคอนเทนต์แรงบ่อย ๆ สมองจะเสพติดความรู้สึกตื่นเต้นแบบนั้น”

อย่างไรก็ตาม “วัฒนธรรมออนไลน์เอื้อให้ “ความปั่น เท่ากับ ความดัง” ยุคนี้คนดังเพราะเรื่องดี 1 ส่วน ดังเพราะเรื่องปั่น 9 ส่วน creator เลยเลือกทางที่คาดเดาผลลัพธ์ง่ายกว่า คนดีทำคอนเทนต์ดี มันต้องใช้ความรู้ ใช้ความพยายามไง ดีกว่า เร็วดี ไม่ต้องคิดมาก สังคมเราบริโภคสิ่งที่เร็ว creator ก็เลยต้องผลิตสิ่งที่เร็วแม้จะกาก สุดท้ายคนเสพติดสิ่งที่เร็ว แล้วเราก็ช่วยกันด่า creator บอกตรงๆ ระบบมันสร้างคนแบบนี้ขึ้นมา ในยุคที่คนยิ่งเกิดน้อยๆ อยู่ ขอให้น้อยแบบมีคุณภาพได้ไหม”

ขอบคุณข้อมูล : สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์