น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงกลยุทธ์ผลักดันสินค้าเกษตรแปรรูปไทยสู่ตลาดโลก ว่า ปี 69 กรมกำหนด 4 กลยุทธ์หลักได้แก่ 1.ยกระดับสินค้าเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์พรีเมียม 2.ส่งเสริมเกษตรยั่งยืน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และระบบตรวจสอบย้อนกลับ 3.รุกตลาดส่งออกศักยภาพสูงและ4.ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตและบริหารความเสี่ยงแบบครบวงจร

“ที่ผ่านมากรมสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องผ่านการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดและการส่งออก การสร้างแบรนด์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ อาทิ งานไทยเฟ็กซ์ อนูกา เอเชีย ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ, งานอนูกา เยอรมนี รวมถึงให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับคู่ค้าทั่วโลก ติดตามแนวโน้มตลาดและขยายโอกาสทางการค้าในตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ จากกลยุทธ์ดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) ปี 69 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป และเกษตรนวัตกรรม ได้แล้ว 5,229 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 163,854 ล้านบาท ขยายตัว 6.50% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 68 ส่วนตลอดทั้งปี 68 ส่งออกได้ 14,997 ล้านดอลลาร์ฯ หรือ 492,285 ล้านบาท ขยายตัว 8.79% เมื่อเทียบปี 67 สะท้อนถึงศักยภาพและความต้องการสินค้าเกษตรแปรรูปไทยที่ยังคงเติบโตในตลาดโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ จีนอินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย โดยเฉพาะอินเดีย ที่ช่วง 4 เดือนปี 69 ขยายตัวสูงถึง156.72% ส่วนตลาดศักยภาพในอนาคต ครอบคลุมอาเซียน ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งกรมอยู่ระหว่างเร่งขยายโอกาสทางการค้าเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง

น.ส.สุนันทา กล่าวต่อว่า ขณะที่การลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ที่อำเภอปากช่อง เพื่อศึกษาศักยภาพและติดตามความพร้อมของผู้ประกอบการ ที่นำวัตถุดิบทางการเกษตรมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี การสร้างแบรนด์ และพัฒนาอัตลักษณ์สินค้า รองรับตลาดพรีเมียมและตลาดส่งออก พบว่า เขาใหญ่ วัลเลย์สามารถพัฒนาฝักวานิลลาคุณภาพสูง จนกลายเป็นวัตถุดิบพรีเมียมสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี และผลิตภัณฑ์สุขภาพ พร้อมต่อยอดสู่สินค้าแปรรูปมูลค่าเพิ่ม เช่น น้ำตาลวานิลลา น้ำผึ้งวานิลลา และผงวานิลลา โดยมีแผนส่งออกเจาะตลาดสำคัญ ได้แก่ ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้

ส่วน แกรนมอนเต ไวน์ยาร์ด แอนด์ ไวเนอรี ได้นำองุ่นสดมาพัฒนาเป็นไวน์ น้ำองุ่นและผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าเพิ่มหลากหลายประเภท ปัจจุบันส่งออกไปสิงคโปร์ ไต้หวันญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี ซึ่ง เป็นตัวอย่างความสำเร็จของผู้ประกอบการไทยที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบท้องถิ่นผ่านนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว จนกลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับในตลาดทั้งในและต่างประเทศ”