วันที่ 19 พ.ย. 2568 ท่ามสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่ยังคงสร้างผลกระทบในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ออกมาเผยผลสำรวจล่าสุดว่า โรงเรียนไทยจำนวนมากยังขาดการสนับสนุนและทรัพยากรที่จำเป็นในการรับมือปัญหาน้ำท่วม และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ท่ามกลางภัยสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยผลสำรวจดังกล่าว จัดทำขึ้นภายใต้ชื่อ โครงการสำรวจผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความช่วยเหลือที่โรงเรียนต้องการ ดำเนินการระหว่างเดือน ก.ค. – ส.ค. 2568 โดยเก็บข้อมูลจากโรงเรียนของรัฐ 329 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงเรียนเฉพาะความพิการ 14 แห่ง ใน 14 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงในช่วงสามปีที่ผ่านมา เช่น เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา ยะลา และนราธิวาส โดยผลสำรวจชี้ว่า โรงเรียนและนักเรียนไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นต่อฝนตกหนัก น้ำท่วม พายุ และคลื่นความร้อน ซึ่งเป็นผลจากภาวะโลกรวนที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยทุกโรงเรียนที่สำรวจเคยประสบกับสภาพอากาศรุนแรงอย่างน้อยหนึ่งประเภทในรอบสามปีที่ผ่านมา โดยผลกระทบที่เกิดบ่อยและส่งผลกระทบรุนแรงมากที่สุด ได้แก่ พายุ ฝนตกหนัก น้ำท่วม ซึ่งโรงเรียน 3 ใน 4 แห่ง (ร้อยละ 75) ได้รับผลกระทบด้านสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า น้ำดื่ม ห้องน้ำ สุขอนามัย อาหารปลอดภัย และการเดินทางมาโรงเรียน ขณะที่โรงเรียนอีกกว่าครึ่ง (ร้อยละ 55) รายงานว่า นักเรียนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจากโรคที่มากับความร้อน โรคที่มียุงเป็นพาหะ และโรคที่มากับน้ำ โดยสิ่งที่น่าเป็นกังวลคือ โรงเรียนครึ่งหนึ่งระบุว่าไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใด ๆ หลังประสบภัยจากสภาพอากาศรุนแรง

นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้แทนยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า วิกฤติสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของเด็กในการเข้าถึงการศึกษา จึงจำเป็นต้องเร่งเสริมความพร้อมให้โรงเรียนมีความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กทุกคนยังคงเรียนได้อย่างปลอดภัย ซึ่งหากไม่ลงมือในวันนี้ ผลที่ตามมาคือการสูญเสียการเรียนรู้และศักยภาพเด็กจำนวนมาก โดยเมื่อปีที่แล้วอุทกภัยจากพายุไต้ฝุ่นยางิส่งผลให้นักเรียนกว่า 19,000 คน ในโรงเรียน 555 แห่งในภาคเหนือของไทยไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ทำให้ครูต้องปรับไปใช้การเรียนออนไลน์หรือส่งมอบใบงานถึงบ้านของนักเรียน นอกจากนั้นโรงเรียนส่วนใหญ่รับรู้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาสภาพอากาศ โดย 2 ใน 3 รู้ว่าจะเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรงมากขึ้น และกว่าครึ่ง (ร้อยละ 54) คาดว่าจะเจอกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงกว่าเดิมเพิ่มขึ้นในอนาคต

ขณะที่ในด้านความพร้อมและขีดความสามารถของโรงเรียนเพื่อรับมือ พบว่า โรงเรียนกว่าครึ่ง (ร้อยละ 53 ) ประเมินตนเองว่ามีความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติอยู่แค่ในระดับปานกลาง และโรงเรียนส่วนใหญ่มีความต้องการการสนับสนุนเร่งด่วน ดังต่อไปนี้ 1.การอบรมและกิจกรรมให้นักเรียนเรียนรู้เรื่องภาวะโลกรวนและการปรับตัว 2.การอบรมครูเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัว และ 3.มีข้อมูลหรือระบบแจ้งเตือนภัยที่ทันเวลาและเชื่อถือได้ โดยรองผู้แทนยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้แสดงความเป็นห่วงว่า ถึงแม้เกือบทุกโรงเรียนของไทยที่สำรวจ จะมีการสอดแทรกเนื้อหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการเรียนการสอน แต่ครูกว่าร้อยละ 80 ระบุว่า ไม่เคยได้รับการอบรมอย่างเป็นทางการ

“ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงสูงจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ โดยดัชนี Global Climate Risk Index ปี 2568 จัดอันดับให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่การวิเคราะห์ของยูนิเซฟในปี 2564 จัดไทยอยู่อันดับที่ 50 จาก 163 ประเทศที่เด็กเผชิญความเสี่ยงสูงสุดต่ออุทกภัยและภัยแล้ง ดังนั้นเราต้องลงทุนอย่างเร่งด่วนเพื่อเสริมความพร้อมให้โรงเรียนทั่วประเทศสามารถรับมือกับภัยธรรมชาติและภัยจากสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กไทยทุกคนจะได้เรียนรู้อย่างปลอดภัย” รองผู้แทนยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว

ทั้งนี้ โครงการสำรวจผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความช่วยเหลือที่โรงเรียนต้องการจัดทำโดยนิด้า ด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟ โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์และการลงพื้นที่สัมภาษณ์ครูจากโรงเรียน 329 แห่งใน 14 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเน้นพื้นที่ได้รับผลกระทบในช่วงสามปีที่ผ่านมา เพื่อผลักดันการศึกษาเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Education) ให้โรงเรียนทั่วประเทศมีความปลอดภัย ยืดหยุ่น และครอบคลุม เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้อย่างเต็มที่และเติบโตเต็มศักยภาพท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว