เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 20 พ.ย. 68 ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. …. รัฐสภา กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณา ว่า การพิจารณาภาพรวมไปหมดแล้ว และเริ่มพิจารณารายมาตรา รวมถึงพิจารณากลไกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรับฟังความคิดเห็นและความสัมพันธ์กับรัฐสภาไปแล้ว และการประชุมวันนี้จะเป็นการพิจารณาหลักการพื้นฐาน เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “ทุกอย่างจะต้องถามประชาชน” ซึ่งจะทำต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่า หากจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีขั้นตอน รูปแบบ กระบวนการจัดทำอย่างไร ซึ่งต้องมีหลักการพื้นฐานเพียงพอที่จะระบุให้ประชาชนเข้าใจว่าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร

“ยืนยันว่าการพิจารณาทั้งหมดจะแล้วเสร็จในวันที่ 21 พ.ย. นี้ ซึ่งเราค่อนข้างมั่นใจและการพิจารณาไม่ใช่ว่าจะเดินหน้าอย่างเดียว แต่เราพิจารณาอย่างละเอียดและรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ยังมีขั้นตอนทางธุรการในเรื่องของการเชิญผู้แปรญัตติและการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ เพื่อส่งให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เพื่อนำแจ้งต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความพร้อมของรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การเปิดประชุมสมัยวิสามัญ” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบละเอียดและรอบคอบ ฉะนั้นจึงจะมีการหารือในที่ประชุมว่าในสัปดาห์หน้า จะขอประชุมเพิ่มเติมในวันอังคารและวันพุธได้หรือไม่ และหากเป็นไปตามกรอบทั้งหมด คาดว่าในขั้นตอนทางธุรการจะจบอย่างแล้วเสร็จใน วันที่ 26 พ.ย. นี้ และเมื่อเสร็จสิ้น ตนจะรีบดำเนินทางธุรการส่งเอกสารทั้งหมดไปยังประธานรัฐสภา และเมื่อส่งไปให้ ครม. พิจารณา ก็ยังมั่นใจว่าในการประชุม ครม. ในวันที่ 25 พ.ย. ควรจะต้องมีมติว่าเห็นควรให้มีการกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้เปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่ เชื่อว่าน่าจะอยู่ในกรอบระหว่างวันที่ 8-11 ธ.ค. นี้

เมื่อถามว่า ทาง กมธ. จะต้องตั้งคำถามเพื่อทำประชามติหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้พิจารณากันหลายรอบ และได้มีการเชิญหน่วยงานต่างๆ มาให้ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ข้อสรุปตรงกันว่า คำถามน่าจะเป็น ครม. เป็นผู้ตั้งคำถาม แต่ในส่วนของญัตติที่จะนำไปสู่การมีคำถาม ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ 1 และคำถามที่ 2 จะต้องไปจากรัฐสภา ก็คงขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองจะคุยกันอย่างไร แต่เชื่อว่าจะต้องพิจารณาญัตติที่เกี่ยวข้องกับการตั้งคำถาม เพื่อนำไปสู่ประชามติในวาระ 2 หรืออย่างช้าที่สุดในวาระ 3

เมื่อถามถึง คุณสมบัติของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ กรณีผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองสามารถเป็นได้หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่ยังรอการพิจารณาอยู่ ซึ่งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามอยู่ในระหว่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาขอปรับแก้ถ้อยคำ โดยใส่ทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น การห้ามไม่ให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเข้ามานั่งในคณะกรรมการยกร่าง และคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ ซึ่งคาดว่าไม่เกินวันที่ 21 พ.ย. นี้ คงจะมีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะมีการกำหนดสิ่งเหล่านี้หรือไม่

เมื่อถามว่า เงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญ ยุบสภา และยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดูเหมือนเกี่ยวพันกันไปหมด ทาง กมธ. มีความกังวลหรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นตัวประกัน และต้องแท้งไป นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในช่วงต้นของการประชุม กมธ. ก็มีความกังวลในส่วนนี้ ถ้าเรามองว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน เราคงทำให้รัฐธรรมนูญเสร็จไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว การที่ยังไม่เสร็จ ไม่ใช่มีฝ่ายหนึ่งดึง แต่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและต้องไม่มีประเด็นใดๆ ที่อาจจะนำไปสู่การร้อง หรือการยื่นตีความที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียไป เพราะฉะนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับ กมธ. ทุกคนที่อาจมีภารกิจ อย่างไรก็ตามเราชัดเจนว่าเราขอทำหน้าที่ บทบาทของ กมธ. ทั้ง 43 คน ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และพยายามจะทำหน้าที่โดยเร็ว เพื่อให้อย่างน้อยจะมีหลักประกันว่าเราทำได้เร็ว และมีการพิจารณาอย่างก้าวหน้าไปตามลำดับ เหตุผลเรื่องอื่นๆ ที่จะทำให้การเมืองมามีผลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะจุดนี้คือจุดสำคัญที่สุด ที่จะปลดล็อกไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 60

“ผมยืนยันในนามของ กมธ. โดยไม่ได้ติดว่าณัฐวุฒิมาจากพรรคไหน ฝ่ายไหน ก็ขอโอกาสจริงๆ เพราะ กมธ. อยากให้โอกาสที่ดีที่สุดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ส่วนท้ายที่สุดการเมืองจะเป็นอย่างไร ก็เกินกว่าที่ กมธ. จะตอบได้ แต่ยังมั่นใจว่าสาระสำคัญจะจบในสัปดาห์นี้ และเมื่อเปิดสมัยประชุมวิสามัญ แม้จะมีเรื่องอื่น ผมก็ยังมั่นใจว่าความสนใจจะกลับมาที่การพิจารณารัฐธรรมนูญ เพราะเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทั้งหมดอย่างแท้จริง” นายณัฐวุฒิ กล่าว.