นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 68 (ม.ค.- ก.ย.) ไปรษณีย์ไทยทำรายได้รวม 16,860.73 ล้านบาท โดยธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้มากที่สุดมาจากกลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ที่สร้างรายได้กว่า 7,990.28 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการเติบโตโดดเด่นสูงถึง 47.39% ของรายได้ทั้งหมด ขยายตัว 8.42% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 67 สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายอุตสาหกรรม เช่น ค้าปลีก อีคอมเมิร์ซ สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์
“ปี 68 นี้ ถือเป็นปีที่ไปรษณีย์ไทยเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการต่อยอดด้านเครือข่าย เทคโนโลยี คุณภาพบริการ และบุคลากร ส่งผลให้ปริมาณงานหลายหมวดมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับบริการข้ามประเทศที่เริ่มปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างที่มีคุณภาพมากขึ้น อีกทั้งไปรษณีย์ไทยยังคงให้บริการเพื่อสังคม (PSO) อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ ม.ค.-ก.ย. 68 คิดเป็น 466.93 ล้านบาท และจากผลสำรวจความเชื่อมั่นในแบรนด์ไปรษณีย์ไทย ปี 68 มีคะแนนเพิ่มสูงถึง 97.92% และคะแนนความไว้วางใจแบรนด์ไปรษณีย์ไทย ได้ 98.26% สูงขึ้นจากปี 2567 ที่ได้ 96.11% แสดงให้เห็นว่า ผู้ใช้บริการสัมผัสถึงประสบการณ์จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในด้านความเร็ว ความแม่นยำ คุณภาพบริการ พร้อมทั้งการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ไปรษณีย์ไทยสู่การเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ ที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทย”
นายดนันท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การให้บริการในด้านอื่น ๆ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ผู้คน รวมถึงการอำนวยความสะดวกการดำเนินธุรกิจก็มีการเติบโตไม่ว่าจะเป็นบริการขนส่งสัมภาระ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยวซึ่งทำรายได้เติบโตจากปี 67 มากถึง 551% ขณะที่บริการค้าปลีกและการเงิน ทำรายได้เติบโตขึ้นจากเดิม 14.33% ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของฐานลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ และการผสานบริการออฟไลน์-ออนไลน์ให้สะดวกขึ้น ขณะที่ตั้งแต่ปี 67-68 ปริมาณงานในภาพรวมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะบริการ อีเอ็มเอส ที่ทำรายได้สูงสุดคิดเป็น 33.99% ของรายได้บริการส่งต่างประเทศทั้งหมด สำหรับในปี 69 ยังคงมุ่งเสริมมาตรฐานบริการข้ามแดนให้เทียบเท่าสากล ขยายความร่วมมือโลจิสติกส์กับปลายทางสำคัญขยายบริการใหม่ๆ นำ ไอทีมาพัฒนาระบบ เปิดซูเปอร์แอป ที่รวมบริการทุกแอปของ ปณท ให้เหลือเพียงแอปเดียว โดยในปีนี้ได้ลวทุนด้านไอทีไปแล้ว 1,500 ล้านบาท และในปีหน้าจะมีการเข้าไปลงทุนในลักษณะร่วมทุนกับบริษัทที่อยู่ในอีโคซิสเต็มส์ของการขนส่งเพิ่มขึ้นด้วย
นายดนันท์ กล่าวต่อว่า ในช่วงปลายปีนี้และในปี 69 Sustainnovation เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญขององค์กร ที่จะนำความยั่งยืนมาสู่การเติบโตในระยะยาว โดยเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาโครงสร้างธุรกิจอย่างรอบด้าน ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานบริการ การออกแบบระบบหลังบ้าน และการสร้างพอร์ตธุรกิจใหม่ที่ตอบรับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยโมเดลนี้ยังสะท้อนทิศทางขององค์กรยุคใหม่ทั่วโลกที่ไม่ได้มุ่งสร้างการเติบโตเพียงด้านรายได้ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ธุรกิจ และระบบขนส่งของประเทศให้ทันกับพฤติกรรมยุคดิจิทัล ทั้งยังเป็นก้าวสำคัญในการวางตำแหน่งไปรษณีย์ไทยสู่การเป็น Tech Post อย่างเต็มรูปแบบ โดยวางโซลูชันหลักเพื่อตอบรับกับยุทธศาสตร์นี้คือ
- การขับเคลื่อนองค์กรด้วย AI โดยปัจจุบันมีการศึกษาและทดลองการนำ AI มาใช้ทั้งการวางแผนเส้นทางนำจ่ายที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดข้อผิดพลาด ลดเวลาในการทำงาน และประหยัดพลังงานที่ใช้ในการนำจ่าย การบริหารจัดการคลังสินค้าที่จะมีการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของลูกค้าเพื่อจัดการสต็อกสินค้าในคลังได้อย่างแม่นยำ การพัฒนา Chatbot และระบบตอบรับอัจฉริยะเพื่อให้บริการข้อมูลและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นแก่ผู้ใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งพัฒนา Super App ที่รวบรวมบริการขนส่ง การเงิน และอีคอมเมิร์ซไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้แก่ผู้ใช้บริการ
- การเร่งพัฒนาบริการ D/ID เพื่อกระตุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้านความเชื่อมั่นและความเป็นส่วนตัวโดย ที่ยังคงความสะดวกในการรับ-ส่งพัสดุ รวมถึงเป็นรหัสกลางที่จะทำให้การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐ อีคอมเมิร์ซ และเอกชนเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมแพลตฟอร์ม การชำระเงิน COD การคืนพัสดุ หรือการตรวจสอบสถานะ และทำให้ไปรษณีย์ไทยรองรับงานต่อวันได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุน
- ยกระดับบริการ Prompt Post โดยพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Digital Postbox บริการตู้ไปรษณีย์ดิจิทัลส่วนบุคคล Passport Tracking บริการติดตามสถานะหนังสือเดินทาง Prompt Pass ระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมออนไลน์ และ Prompt Vote ระบบการลงคะแนนเสียงออนไลน์รูปแบบใหม่ที่ไช้งานง่าย ปลอดภัย และมีระบบบันทึกผลที่น่าเชื่อถือ
- การเพิ่มประสิทธิภาพของ Postman Cloud ที่เอื้อต่อทั้งภาคเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจ ผ่านการขยายกำลังคนในแต่ละพื้นที่ เช่น กลุ่มบุคลากรวัยเกษียณที่ยังคงมีความเชี่ยวชาญและความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในพื้นที่ เพื่อรองรับดีมานด์การเก็บข้อมูลและสำรวจทรัพย์ การเชื่อมโยงความต้องการของธุรกิจและลูกค้า รวมถึงการพัฒนาระบบไอที เอไอ ซอฟต์แวร์ เพื่อนำมาวิเคราะห์และประมวลผลจากการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ชุดข้อมูลมีประสิทธิภาพและเกิดการนำไปใช้ในวงกว้าง



