เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่กระทรวงแรงงาน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึง การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานชาวกัมพูชา ว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นต้องยอมรับว่า ขณะนี้เราได้รับผลกระทบทางด้านแรงงาน โดยเฉพาะก่อสร้าง และเกษตร อย่างไรก็ตาม ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ได้มีมติชะลอการต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานกัมพูชาไปก่อน พร้อมหาแรงงานแหล่งอื่นทดแทน ทั้งการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ การใช้แรงงานจากค่ายผู้ลี้ภัย และการเคลื่อนย้ายแรงงาน จากพื้นที่หนึ่งไปช่วยทำงานในอีกพื้นที่หนึ่ง รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในไทยที่ใบอนุญาตหมดอายุแล้วว่าจะดำเนินการเช่นไร
ทั้งนี้ ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีการตั้งศูนย์ติดตามและแก้ไขสถานการณ์เร่งด่วนด้านแรงงาน ซึ่งมีทั้งตำรวจ ทหาร และกระทรวงแรงงาน ทำหน้าที่ในการดูแลแรงงานร่วมกับการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งจากการประชุมร่วมกันก็ได้แนวทางพอสมควร แต่จะต้องไปดูข้อกฎหมายด้วย โดยหลักๆ แนวคิดมีสองข้อ 1.ต้องป้องกันไม่ให้แรงงานของเราต้องกลายเป็นเหยื่อ ซึ่งได้มอบหมายให้แต่ละกรมไปสร้างการรับรู้และออกแบบภารกิจหน้าที่ ว่าจะเข้าไปทำอย่างไรได้บ้าง เช่น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่มีหน้าที่ออกตรวจในพื้นที่ ก็จะต้องไปร่วมสร้างการรับรู้ในเรื่องนี้ด้วย โดยการเสาะแสวงหาข้อมูลของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพราะเรื่องนี้ถือว่ามีผลกระทบกับการผลิตของผู้ประกอบการด้วยจึงต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย 2. ต้องไม่ร่วมมือกับผู้กระทำผิดคือไม่หลงเชื่อหรือจงใจเปิดบัญชีม้าให้คนอื่นไปเห็นแก่ประโยชน์รายได้ดีแล้วสมัครใจไปทำงานกับกลุ่มเหล่านี้ ทั้งนี้ที่ผ่านมา ที่มีปัญหาซึ่งได้รับทราบจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานคือแรงงานถูกระงับบัญชีจากการซื้อของออนไลน์ แต่สุดท้ายได้ไปแสดงตน ก็สามารถปลดบัญชีได้ ถือว่าคลี่คลายลง แต่ก็สะท้อนว่าปัญหาเหล่านี้เข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น
เมื่อถามว่ากรณีที่ชะลอการต่อใบอนุญาตแรงงานกัมพูชา แต่ไม่ผลักดันออกนอกประเทศ ดังนั้น สถานะของแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มใด ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ไปถึงจุดนั้น เพราะเอ็มโอยู การนำเข้าแรงงานกัมพูชายังไม่หมดอายุ แต่ระยะเวลาก็ดำเนินไปเรื่อยๆ และนี่คือสิ่งที่เรากังวล จึงต้องพิจารณาให้เร็วเพื่อผู้ปฏิบัติงานจะได้ทราบและเข้าใจ
เมื่อถามย้ำว่า ขณะนี้มีแรงงานกัมพูชา บางส่วนได้มีการชูป้ายที่ระบุว่า การไม่ต่อใบอนุญาตให้แรงงานกัมพูชา ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เลือกปฏิบัติกดขี่ทางเชื้อชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในเรื่องนี้เราก็ระวังอยู่ เราก็มองออกว่า ถ้าเราตัดสินใจอย่างหนึ่งผลกระทบก็จะเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งต้องย้ำว่านี่ไม่ใช่การละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะเอ็มโอยูก็มีความชัดเจนมีการกำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจน ในการเข้ามาทำงานในประเทศไทย ไม่ใช่ว่าจะเข้ามาแล้วอยู่ตลอดไป โดยการดำเนินการถือว่ามีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และการปฏิบัติเกี่ยวกับการเคารพสิทธิของทุกคนนั้น เราไม่ไปละเมิดอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าขณะนี้กระทรวงแรงงานได้มีการประเมินเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยกับนายจ้างหรือคนไทยหลังมีเหตุความขัดแย้งหรือไม่ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เรื่องนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้เข้าดูแลและเฝ้าระวังอยู่แล้ว ซึ่งตนคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา ตนเชื่อว่าแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาก็ด้วยเจตนาที่ดี อาจจะมีเกเรบ้างก็เป็นส่วนน้อย แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้น
เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถบริหารจัดการแรงงานให้เพียงพอกับความต้องการของนายจ้างได้ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เราคิดฝ่ายเดียว ผู้ประกอบการเองก็ต้องคิดถึงแนวทางการแก้ปัญหาของตนเองด้วย แล้วมาทำงานร่วมกัน บางอย่างก็ต้องปรับตัว บางอย่างรัฐก็อำนวยความสะดวก ซึ่งก็ได้พยายามหาแนวทางแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ และตอนนี้ก็ได้เริ่มคิดและออกแบบแล้ว โดยมีการหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการประเมินสถานการณ์ฝั่งของนายจ้าง.



