เมื่อวันที่ 21 พ.ย.นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา คุณหมออารมณ์ดีเจ้าของเพจ “หมอเจด” ได้ออกมาเตือนเรื่องสุขภาพ ว่า
ช่วงนี้ใครที่ปวดหัวบ่อย ๆ จนคิดว่าเป็นเพราะงานหนัก หรือปวดไมเกรน แต่จริง ๆ แล้ว ปวดหัวบางแบบอาจเป็นสัญญาณของภาวะเลือดคั่งเรื้อรังในสมอง (Chronic Subdural Hematoma) ซึ่งเลือดจะค่อย ๆ ซึม สะสม และกดสมองแบบเงียบ ๆ เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน และอันตรายตรงที่ “ไม่รุนแรงทันที” แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรม ความจำ การทรงตัว และทำให้ปวดหัวเรื้อรังจนรักษาช้าเกินไป วันนี้ผมจะพามาเช็กกันว่า อาการแบบไหนต้องระวังมากที่สุดครับ
1) ปวดหนักตอนเช้า เหมือนหัวตึง–บวม แม้นอนพอ
ใครที่มักปวดหัวช่วงเช้ามักบอกว่า “แรงดันในสมองเพิ่มขึ้นตอนนอน” เพราะเวลานอนเลือดระบายช้าลง ทำให้คั่งอยู่มากขึ้น พอตื่นเลยปวดแบบตึง ๆ หนัก ๆ โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอยหรือขมับ และจะดีขึ้นช้าแม้กินยา บางคนปวดจนต้องนั่งพักก่อนลุกจากเตียง ถ้าเจออาการแบบนี้ซ้ำ ๆ ไม่ใช่แค่พักผ่อนไม่พอแล้วครับ แต่เป็นสัญญาณว่าอาจมีความผิดปกติของการไหลเวียนเลือดในสมอง
.
2) ปวดหัวแรงขึ้นเวลาขยับตัว: ก้ม–เงย–ไอ–ยกของ
เวลาความดันในกะโหลกเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะจากเลือดคั่งหรือน้ำหล่อสมองสะสม การขยับตัวที่ทำให้เลือดดันขึ้นทันทีจะทำให้ปวดจี๊ด หรือแปลบขึ้นมา เช่น ไอแรง ๆ เบ่งเข้าห้องน้ำ ก้มเก็บของ หรือแม้แต่ส่ายหัวเร็ว ๆ มีหลายคนคิดว่าเป็นไซนัส แต่จริง ๆ แล้วคือความดันในกะโหลก “ขึ้น–ลงผิดปกติ” จากเลือดคั่ง ถ้าเจอแบบนี้บ่อย ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายครับ
.
3) ปวดหัวร่วมกับมึน ๆ เดินเซ สมองเหมือนช้าไปครึ่งจังหวะ
เลือดคั่งเรื้อรังมักกดส่วนที่ควบคุมการทรงตัว ทำให้เดินไม่มั่นคง เดินแล้วเอนข้าง หรือรู้สึกเหมือนพื้นไหว แม้ไม่ได้เวียนหัวหมุนแบบบ้านหมุน บางคนอาจรู้สึกว่า “คิดช้าลง” หรือ “ตอบสนองช้ากว่าเดิม” ซึ่งไม่ใช่ไมเกรน แต่เป็นผลจากเส้นประสาทถูกกดแบบต่อเนื่อง อาการแบบนี้ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาดครับ
.
4) ปวดหัว + ตามัว เป็นช่วง ๆ หรือเห็นภาพซ้อน
เมื่อเลือดคั่งไปกดเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็นแปลกไป เห็นไม่ชัดเป็นช่วง ๆ เหมือน “เปิด–ปิดโฟกัส” บางคนมองแล้วภาพซ้อน มองเร็ว ๆ แล้วรู้สึกภาพกระตุก หรือมีวูบดำแบบเสี้ยววินาที อาการนี้ไม่ใช่อาการล้าจากจอ แต่เป็นสัญญาณของความดันในกะโหลกเพิ่มขึ้น ถ้าเจอร่วมกับปวดหัวเรื้อรัง ต้องรีบประเมินครับ
.
5) ปวดหัวที่แรงขึ้นเรื่อย ๆ แบบค่อย ๆ เพิ่มระดับ
จุดเด่นของเลือดคั่งเรื้อรังคือ “อาการไม่ได้รุนแรงทันที” แต่จะค่อย ๆ หนักขึ้นทุกสัปดาห์ บางคนกินพาราแล้วดีขึ้นแป๊บเดียว แต่กลับมาปวดหนักกว่าเดิมในวันถัดไป หรือปวดแบบตุบ ๆ ยาวหลายชั่วโมง จนรบกวนงาน–นอน การที่ระดับความปวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนว่าความดันภายในกะโหลกเริ่มสูงขึ้นอย่างช้า ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องระวังมากครับ
.
6) ปวดหัวร่วมกับชา ปลายมือปลายเท้าอ่อนแรงเป็นช่วง ๆ
เลือดคั่งสามารถกดเส้นประสาทมอเตอร์–ซอรี ทำให้เกิดอาการชาเฉพาะข้าง ชาที่แก้ม แขน หรือขา หรือรู้สึกเหมือนขาไม่มีแรงยกของเบา ๆ ก็หลุดมือ อาการนี้หลายคนเข้าใจว่าเป็นเหน็บชา แต่จริง ๆ ถ้าเกิดบ่อย ร่วมกับปวดหัวเรื้อรัง คือสัญญาณอันตรายที่บอกว่าแรงกดเริ่มกระทบการทำงานของสมองแล้วครับ
.
7) ปวดหัวเรื้อรังหลัง “ล้มนิดเดียว–ชนเบา ๆ” แม้ผ่านไปหลายสัปดาห์
เลือดคั่งเรื้อรังพบได้บ่อยในคนที่มีประวัติหัวกระแทกเบา ๆ เช่น สะดุดล้ม ชนมุมตู้ หรือโดนกระแทกแบบไม่ได้คิดอะไร เพราะเลือดจะซึมช้ามากและเริ่มมีอาการหลัง 2–8 สัปดาห์ อาการเริ่มจากมึน–ง่วงง่าย–ความจำช้าลง ก่อนจะกลายเป็นปวดหัวเรื้อรังแบบต่อเนื่อง ถ้าเคยล้มแล้วปวดหัวเรื้อรังตามมา ห้ามมองข้ามครับ
.
ป้องกัน “เลือดคั่งเรื้อรัง” ต้องทำยังไง?
1) ควบคุมความดันโลหิตให้ดีอยู่เสมอ
2) ลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการล้ม–ชนศีรษะ
3) หลีกเลี่ยงการใช้ “ยาต้านการแข็งตัวของเลือด” โดยไม่จำเป็น
เช่น แอสไพริน วาร์ฟาริน หรือสมุนไพรบางชนิดที่ทำให้เลือดบางขึ้น ถ้าต้องใช้ตามแพทย์ให้ใช้ แต่ไม่ควรกินเหมือนวิตามิน เพราะเพิ่มโอกาสเลือดซึมในสมองได้
4) งดดื่มแอลกอฮอล์หนัก ๆ
5) ดูแลสมองด้วยการนอนพอ–ไม่เครียดเรื้อรัง
6) ถ้ามีปวดหัวผิดปกติ ให้ตรวจเร็วอย่ารอ
ซึ่งการทำ CT/MRI สามารถพบความผิดปกติได้เร็วมากครับ
ปวดหัวเรื้อรังไม่ใช่เรื่องเล็กครับ โดยเฉพาะอาการที่ค่อย ๆ เพิ่ม ความจำช้าลง เดินเซ ตามัว หรือมีประวัติกระแทกศีรษะมาก่อน ภาวะเลือดคั่งเรื้อรังรักษาได้ง่ายถ้าตรวจเร็ว แต่จะอันตรายมากถ้าปล่อยทิ้งไว้ การดูแลตัวเองด้วยการคุมความดัน ระวังการล้ม งดดื่มหนัก และสังเกตร่างกายตัวเองเป็นประจำ คือวิธีป้องกันดีที่สุดครับ



