เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 21 พ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ส่งสัญญาณความพร้อมในการประกาศยุบสภา ในวันที่ 12 ธ.ค. นี้ หากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมเลือกตั้ง ไม่ได้ติดขัดอะไร และการยุบสภาเป็นอำนาจของนายกฯ โดยชอบ จะยุบเมื่อไหร่สามารถทำได้ แต่ยืนยันว่า กระบวนการในการยุบสภา หากมีการเสนอญัตติแล้วอำนาจไม่ได้อยู่ที่นายกฯ อีกต่อไป ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ
นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนก่อนหน้าที่จะมีการเสนอญัตติ หากนายกฯ ตัดสินใจยุบสภาเป็นอำนาจโดยชอบ ไม่ต้องปรึกษาฝ่ายค้าน แต่กระบวนการเดินหน้ายื่นญัตติเป็นเรื่องของฝ่ายค้านเช่นเดียวกัน ที่ต้องตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือไม่ เมื่อไหร่อย่างไร ที่ฝ่ายค้านจะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่า ตามที่นายกฯ บอกหากอะไรที่ยังค้างอยู่แล้วยังทำไม่เสร็จ และเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้น มีการอภิปรายทำให้ยุบสภา นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เข้าใจ เพราะนายกฯ ได้เกริ่นว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่สามารถชนะได้ ในข้อเท็จจริงไม่แน่ใจว่าวันที่ตั้งรัฐบาลไม่มีเครื่องคิดเลขหรือเปล่า รู้อยู่แล้วว่าเสียงไม่พอที่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
“พวกผมชี้ประเด็นที่ในสภาหลายครั้ง ว่าขัดต่อหลักการประชาธิปไตยในการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ท่านเลือกเดินทางนี้ จุดนี้พรรคเพื่อไทยได้ย้ำเตือนหลายครั้ง คราวนี้กระบวนการในการทำ MOA ซึ่งพรรคประชาชนส่งสัญญาณมาแล้วว่าในกรณีรัฐบาลไม่ได้กระทำความผิดอะไรร้ายแรง ก็จะไม่ยื่น ไม่ลงมติไม่ไว้วางใจ อย่างนี้แสดงว่ารัฐบาลมีชนักหรือไม่ ท่านห่วงพะวงว่าได้กระทำที่ขัดต่อกฎหมาย กระทำที่เกิดความเสียหายกับประเทศหรือไม่ จึงกลัวว่าหากอภิปรายแล้ว พรรคเพื่อไทยจะสามารถโน้มน้าวพรรคการเมืองอื่นให้ร่วมลงมติได้ ถ้าไม่ได้ทำความผิดก็ไม่ต้องกลัว พวกผมหากอภิปรายแล้วไม่มีข้อมูลไม่มีเนื้อหา สุดท้ายความเสียหายตกกับพวกผม” นายจุลพันธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า กรณีการส่งสัญญาณของรัฐบาล ทำให้เข้าใจว่าหากยุบสภาเป็นเพราะพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต้องดูว่าความจริงใจตั้งแต่ต้นในการเข้าสู่กระบวนการร่วม MOA มีความจริงใจแค่ไหน จะมาโยนเป็นภาระของฝ่ายค้าน ถ้าท่านไม่ได้กระทำผิดที่ขัดต่อกฎหมาย พรรคเพื่อไทยไม่มีเรื่องให้ยื่นอภิปราย เพราะฉะนั้นให้มองตัวเอง พรรคเพื่อไทยมีหน้าที่ในการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่า วันนี้ข้อมูลในการอภิปรายมีกี่เรื่อง เตรียมเนื้อหาขนาดไหนแล้ว นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้เป็นเรื่องหลัก และเรื่องย่อยในบางเรื่องขอยังไม่เปิดเผย แต่ยังมีอีก
เมื่อถามว่า ได้เตรียมญัตติไว้แล้วหรือยัง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีการร่างญัตติไว้แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ส่วนจะยื่นเมื่อไหร่เป็นอำนาจหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องมีการหารือกัน เช่น คณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรค เพื่อจะถามว่าเวลาที่เหมาะสม และกระบวนการในการเดินหน้าการอภิปรายจังหวะที่เหมาะสมคือเมื่อไหร่ยังต้องหารือกันอยู่
เมื่อถามว่า ปัจจัยหลักคือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญคนจะมองว่ารัฐธรรมนูญคือตัวประกันหลัก นายจุลพันธ์ กล่าวว่า “ถูกครับ” ใช้คำว่าตัวประกัน เพราะเห็นอาการได้ชัดมาตั้งแต่ต้นว่า รัฐบาลพยายามใช้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตัวประกันไม่ให้มีกระบวนการในการยื่น
“แต่ผมถามหลักคิดนิดหนึ่ง ในกรณีที่พวกผมต้องการให้รัฐธรรมนูญผ่าน หากรัฐบาลบอกว่างั้นผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาแล้วจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เป็นประชาธิปไตยขึ้นหรือไม่ เพราะขณะนี้กระบวนการดำเนินการในชั้นกรรมาธิการยังถกกันอยู่” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญหากผ่านแล้วหมายความว่ารัฐบาล ดำเนินการตามข้อตกลงคือให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอนุญาต สว. เสียงส่วนใหญ่มาร่วมลงมติผ่านแล้ว กระบวนการทุจริตคอร์รัปชัน หรือกระบวนการความเสียหายให้กับประเทศ พรรคฝ่ายค้านเพื่อไทยจะต้องยกให้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นเรื่องความเสียหายต่อประเทศ และการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย ในฐานะการเมืองไม่สามารถเว้นได้ มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการครบถ้วน
เมื่อถามว่า ที่บอกว่าได้คุยกับหัวหน้าพรรคประชาชนมีการพูดคุยแล้วหรือยัง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันแล้ว แต่เรื่องที่พูดคุยยังไม่ได้มาคุยต่อ ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าพรรคประชาชนจะร่วมเข้าชื่อลงญัตติด้วยหรือไม่
เมื่อถามว่า มองพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแค่ไหน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คนที่พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด คือ พรรคเพื่อไทย ไม่ได้พูดเอาดีเข้าตัว แต่พรรคเพื่อไทย ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่เป็นรัฐบาล และพยายามทำเต็มที่ ถ้าติดตามแล้วจะรู้ว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาติดตรงไหน ซึ่งมีบางพรรคการเมืองวอล์กเอาต์ การไม่สามารถรวบรวมเสียง สว. ได้ 1 ใน 3 เสียง ก็เป็นข้อสงสัยว่าวุฒิสภาสีอะไร แต่ในส่วนของรัฐบาลชุดปัจจุบันมีความชัดเจนตั้งแต่แรก ว่า ไม่แก้ แต่เพื่อต้องการเข้าสู่อำนาจรัฐ จึงไปมีข้อตกลงกันที่เกิดขึ้นจาก 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า อีกฝ่ายจะสามารถกำกับวุฒิสภาเสียงข้างมากได้ ส่วนอีกฝ่ายเชื่อว่า เข้าไปแล้วสามารถเป็นรัฐบาล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเป็นรัฐบาล ตนมีความสงสัยในความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้นกรรมาธิการว่าอนาคตจะจบอย่างไร ตรงนี้มองว่า สิ่งที่ไปตกลงกันไว้เรื่องการทำ MOA ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ซึ่งเชื่อมั่นว่า สุดท้ายกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะความจริงใจของผู้ที่ร่วมในข้อตกลง MOA
เมื่อถามว่า การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ มีความเป็นไปได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นไปได้ ซึ่งขั้นตอนในชั้นกรรมาธิการฯ ใกล้จะแล้วเสร็จ โดยในวันที่เริ่มขั้นตอนของกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยได้เสนอให้ที่ประชุมใช้เวลา 10 วัน โดยประชุมสัปดาห์ละ 3 วัน ใช้เวลา 2 สัปดาห์เศษจบ แต่กระบวนการที่ผ่านมาล่าช้ามาก โดยอ้างเหตุความรอบคอบ รัดกุม ซึ่งอยากให้ร่นระยะเวลาการเปิดสมัยวิสามัญ ก่อนวันที่ 8-9 ธ.ค. ตามแนวคิดของรัฐบาล เพื่อลงมติวาระ 2 ได้ในวันที่ 19-20 ธ.ค. แต่มองว่า ขณะนี้ไม่น่าทัน
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นอกจากต้องทำให้เสร็จทันกรอบเวลาที่กำหนดตามกฎหมายหลายข้อแล้ว ภาคการเมืองจะต้องรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะสุดท้ายต้องลงประชามติ ซึ่งต้องมีระยะเวลาเพียงพอในการไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนว่าร่างใหม่เป็นอย่างไร เกิดประโยชน์อย่างไร เพื่อการตัดสินใจว่าจะลงมติรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ หากเวลาน้อย แล้วไปทำประชามติ ประชาชนไม่เข้าใจเพียงพอ สุดท้ายการทำประชามติโดยไม่มีข้อมูลเพียงพอให้ประชาชน จะเกิดการลงประชามติด้วยอารมณ์ แทนที่จะลงมติด้วยเหตุผล
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยต้องคุยกับพรรคประชาชน เพื่อหารือกับพรรคภูมิใจไทย ให้เปิดการประชุมสภาสมัยวิสามัญเร็วขึ้นหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยคงไม่ไปพูดคุย แต่ถ้าพรรคประชาชนไปพูดคุยกับฝ่ายรัฐบาลได้ก็เป็นเรื่องดี เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล



