เดิมพื้นที่ในแถบนี้เป็นนากุ้งที่ได้รับสัมปทาน ในช่วงปี พ.ศ. 2524-2534 ว่ากันว่ามีพื้นที่นากุ้งร้างกว่า 786 ไร่ ขณะที่พื้นที่ป่าชายเลน เดิมมีเพียง 62 ไร่ กรมป่าไม้ได้สนองพระราชดำริด้วยการยกเลิกสัมปทานนากุ้ง แล้วรวมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมเร่งฟื้นฟูป่าชายเลนและกำหนดให้เป็นพื้นที่เป้าหมายในการปลูกป่าในโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาส ทรงครองราชย์ปีที่ 50 ในครั้งนั้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้อาสาเข้าร่วมปลูกป่า

“ปลูกป่าแล้วต้องให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ และในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยกันอนุรักษ์ด้วย” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัสต่อคณะทำงาน จากนั้นคณะทำงานจึงได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสมาเป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่แปลงปลูก ป่าชายเลนให้เป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ด้านระบบนิเวศป่าชายเลน เพื่อส่งต่อประโยชน์ให้กับสังคม และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับพระ มหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานอนุญาติให้ใช้นามศูนย์แห่งนี้ว่า “สิรินาถราชินี” มีความหมายถึง ราชินีผู้ทรงมีพระจริยวัตรอันงดงาม และทรงเป็นที่พึ่งแห่งปวงชน

เรื่องราวการฟื้นฟูป่าชายเลนจนอุดมสมบูรณ์อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ถูกถ่ายทอดให้ได้รับรู้ผ่านวีดิทัศน์ภายใน “เรือนโปรงขาว” ขณะที่ “เรือนโกงกาง” มีการจัดพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวของป่าชายเลนที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนปากน้ำปราณ รวมไปถึงประวัติศาสตร์ของเมืองปราณบุรีและการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน และเครื่องมือประมงท้องถิ่น โดยมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนเป็นไฮไลท์ในการเยี่ยมชม

เดินตามเส้นทางตามรอยรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินในพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายผืนป่า 1,000,000 ไร่ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2545 หรือลัดเลาะไปตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทางราว 1 ก.ม. ที่โอบล้อมไปด้วยพันธุ์ไม้ป่าชายเลนทั้งแสม โปรง ตาตุ่มทะเล ซึ่งรวมถึงต้นโกงกางใบเล็กประวัติศาสตร์ 2 ต้น ที่ทั้งสองพระองค์ทรงปลูก นอกจากนี้ยังมีสัตว์ที่อาศัยพึ่งพิงป่าชายเลนให้ได้ชม ทั้งปูก้ามดาบ หอยขี้กา กุ้งดีดขัน ปลาตีน รวมไปถึงนกทั้ประจำถิ่นและนกอพยพที่จะมาเยือนในช่วงฤดูหนาว ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า

หากอยากเห็นความกว้างใหญ่ของป่าชายเลนกว่า 800 ไร่ แนะนำให้ขึ้นไปบน “หอชะคราม” หอสูงที่เป็นจุดชมวิวแบบ 360 องศา ว่ากันว่าวันทอ้งฟ้าแจ่มใสสามารถมองไปได้ไกลถึงปากแม่น้ำปราณบุรี อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง

เพราะต้องปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำเค็มและโคลนเลน พรรณไม้ในป่าชายเลนจึงต้องมีรากพิเศษซึ่งมีด้วยกัน 4 ประเภท ได้แก่ รากค้ำยัน รากเข็มหมุดหรือรากดินสอ รากหัวเข่า และรากพูพอน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ไม้แต่ละชนิด ป่าชายเลนที่อยู่รวมกันหนาแน่นนั้นจะทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารและที่หลบภัยของสัตว์น้ำ เป็นแนวป้องกันชายฝั่งจากคลื่นลม รวมทั้งเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากประโยชน์มากมายแล้ว รากไม้รูปทรงแปลกตาเหล่านั้นยังมีความสวยงาม ยิ่งมีอายุมากยิ่งสวยงามอย่างรากต้นตะบูนขาวดึกดำบรรพ์ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี บริเวณริมฝั่งแม่น้ำปราณบุรี ถือเป็นจุด UNSEEN หนึ่งจุดของอำเภอปราณ

หากอยากไปชมแนะนำให้ลงเรือล่องไปตามปากน้ำปราณ ชมวิวธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำ และวิถีชีวิตของชาวประมง ที่สามารถเลยไปถึงเกาะนมสาวได้ด้วย หรือจะออกไปยามค่ำคืนรอเวลาที่หิ่งห้อยนับร้อยนับพันพากันเปล่งแสงสู้กับความมืดมิดอยู่ใต้ต้นลำพู หรือจะออกไปตกปลา ตกหมึก ด้วยก็ได้ ซึ่งมีทั้งแบบไปแบบหมู่คณะส่วนตัว หรือขอร่วมทางไปกับเพื่อนร่วมทางคนอื่น ๆ ช่วงเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับว่าอยากจะชมอะไรระหว่างทาง

แม่น้ำปราณบุรีตั้งแต่สะพานดำในเขตพื้นที่ตำบลปราณบุรีจนถึงอู่ต่อเรือ เขตพื้นที่ตำบลปากน้ำปราณ ระยะทางราว 10 กิโลเมตร ในช่วงในช่วงค่ำของเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะเต็มไปด้วยหิ่งห้อยน้ำกร่อยที่เกาะตามต้นไม้โดยเฉพาะต้นลำพู พากันกระพริบแสงหาคู่ ต้นลำพูถือเป็นไม้ที่สำคัญต่อระบบนิเวศ รากและกิ่งใบเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ต่างๆ เช่น ปลา แมลง และนก ทั้งยังได้รับประกาศให้เป็นรุกขมรดกของแผ่นดิน นอกจากนี้แม่น้ำปราณบุรียังมีต้นจาก ซึ่งขึ้นหนาแน่นช่วงบริเวณเขตพื้นที่หมู่บ้านนาห้วย ตำบลปราณบุรี บ้านฝั่งท่า ตำบลวังก์พง และบางส่วนในพื้นที่ตำบลปากน้ำปราณ ชาวบ้านนิยมปลูกเพื่อใช้กันการกัดเซาะริมฝั่งน้ำกร่อยหรือริมทะเล ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง หรือใช้ปลูกเพื่อเป็นแนวกันลม และเพื่อช่วยลดเสียงรบกวน

ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี เปิดให้เข้าศึกษาเยี่ยมชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.30-16.30 น.โดยมีกิจกรรมที่เปิดให้บริการเพียงช่วงเวลาเดียวของปีอย่าง Kayaking in  Klongkoy canal” การนำชมและเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนและความหลากหลายทางชีวภาพด้วยเรือคายัคไปตามคลองคอย เรียนรู้และชมธรรมชาติที่สวยงามตามแนวคลองคอย ตลอดระยะทาง 2.2 กิโลเมตร ให้บริการเฉพาะวันเสาร์ วันละ 2 รอบ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 รับจำนวนจำกัด รอบละ 10 คน และเปิดให้บริการขั้นต่ำรอบละ 3 ลำ สอบถามโทร. 032-632255

ข้อมูล/ภาพ : ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี / ททท. / อพท.