นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้ประเมินความเสียหายเหตุน้ำท่วมใหญ่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา และอีกหลายพื้นที่ใน 10 จังหวัดภาคใต้ โดยเบื้องต้นคาดว่าหากน้ำท่วมจบใน 1 สัปดาห์ มีผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท แยกเป็นความเสียหายเชิงรายได้ทางเศรษฐกิจ อาทิ ภาคการผลิตสินค้า การขนส่ง การท่องเที่ยว และการจับจ่ายใช้สอยประชาชน 7 พันล้านบาท และอีกส่วนเป็นความเสียหายทรัพย์สินที่ต้องฟื้นฟู 3 พันล้านบาท

ทั้ง 10 จังหวัดที่เกิดปัญหาน้ำท่วม ล้วนเป็นเมืองท่องเที่ยว และเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของภาคใต้ โดยเฉพาะสุราษฎร์ธานี และสงขลา ซึ่งข้อมูลจากปีที่แล้วทั้ง 10 จังหวัดมียอดนักท่องเที่ยวเยี่ยมเยียนทั้งปี 35 ล้านคน สร้างรายได้ 3 แสนล้านบาทต่อปี และมีจีดีพีรวม 10 จังหวัดที่ 4.5 แสนล้านบาท แต่จากเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น ก็จะกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวมากสุด รองลงมาเป็นการจับจ่ายใช้สอย ร้านอาหาร และภาคการผลิต การขนส่ง ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจเฉลี่ยวันละ 1,000-1,500 ล้านบาท

“สงขลาเป็นจังหวัดที่กระทบมากสุด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางทางท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ อีกทั้งถนนหนทางหลายสายก็ใช้การไม่ได้  โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่แต่ละสัปดาห์มีชาวมาเลเซียเข้ามาใช้จ่ายจำนวนมาก ก็จะมาไม่ได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อ และขยายวงกว้างเกิน 1 สัปดาห์ ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นอีกมีโอกาสมากถึง 1.5-2 หมื่นล้านบาท”

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ได้ออก 7 มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนผู้ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ และหลายจังหวัดภาคใต้ โดยลูกค้าปัจจุบันจะช่วย อาทิ การลดเงินงวด ลดดอกเบี้ยเงินกู้นาน 1 ปี  พักชำระหนี้ 3 เดือน  ลดดอกเบี้ยเหลือ 0% นอกจากนี้ ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ สามารถกู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซม หรือปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม วงเงินกู้สูงสุดไม่เกินรายละ 2 ล้านบาท ดอกเบี้ยเดือนที่ 1-3 เท่ากับ 0% ต่อปี พร้อมปลอดชำระเงินงวด ส่วนลูกค้าเอ็นพีแอล ที่หลักประกันเสียหาย ให้ประนอมหนี้ไม่เกิน  1 ปี 6 เดือน คิดดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก