เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่พรรคประชาชน อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ถึเหตุผลในการเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 คน คือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ว่า การเลือกตําแหน่งในฝ่ายบริหารสูงสุดอย่างแคนดิเดตนายกฯ อาจจะใช้กระบวนการที่เรียกว่า ต้องรักษาสมดุลระหว่างกระบวนการตัดสินใจฝ่ายบริหาร และการมีส่วนร่วม ซึ่งจริงๆ ต้องบอกว่าไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องของตําแหน่งแคนดิเดตนายกฯ แต่ชัดเจนตั้งแต่เรื่องการเลือกฝ่ายบริหาร เช่น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ผ่านมา ก็แตกต่างกับตําแหน่งอื่นๆ
“กระบวนการที่ผ่านมา เชื่อว่า ทั้ง 2 ชื่อนี้ เป็นชื่อที่ทุกคนให้การยอมรับ ทั้งสมาชิกภายในพรรค และทุกคนที่อยู่ภายในห้องนี้ รวมถึงโหวตเตอร์ของพรรคด้วย จึงเชื่อว่า การตัดสินใจตําแหน่งสําคัญๆ แบบนี้ ต้องใช้อํานาจฝ่ายบริหารระดับหนึ่ง แต่ผมเชื่อมั่นว่า ผมตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่าในทางการเมือง นายณัฐพงษ์ และน.ส.ศิริกัญญา อยู่ในรายชื่อคดี 44 สส. มีเพียงนายวีระยุทธที่ไม่อยู่ในรายชื่อดังกล่าว จะมีการบริหารจัดการอย่างไร เพื่อไม่ให้การเรียงลําดับมีปัญหา นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องคดี 44 สส.อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ซึ่งตนเชื่อว่า การที่พวกเราลงชื่อในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการใช้อํานาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในฐานะ สส. หากประเมินเช่นนี้ พวกเราตัดสินใจในการเลือกแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คนดูตามความเหมาะสม ความรู้ ความสามารถ ส่วนเรื่องการประเมินความเสี่ยงทางการเมือง เรามีการประเมินไปด้วย แต่ยังเชื่อว่า พวกเราบริสุทธิ์ยุติธรรมในสิ่งนี้ เรื่องการแก้ไขกฎหมายที่ผ่านมา จึงไม่ได้เลือก 1 หรือ 2 ท่านที่อยู่ข้างตน ด้วยการที่พยายามหลบเลี่ยงประเด็นทางการเมือง
“เมื่อถึงวันนั้น หากมีคําตัดสินออกมาจริงๆ ซึ่งผมและน.ส.ศิริกัญญาอยู่ในคดีนี้ หากมีอุบัติเหตุทางการเมือง เราก็พร้อมที่จะไปต่อ และผมเชื่อว่า ทีมงานของพรรคประชาชนทุกคนในขณะนี้ เรายังมีบุคลากรที่มีความสามารถอยู่ ในการทําหน้าที่” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่าหากไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ทั้ง 2 คนจะอยู่ใน ครม.ด้วยใช่หรือไม่ และจะอยู่ในกระทรวงใด นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนพูดได้เต็มปากว่า ต้องอยู่ใน ครม.ฝ่ายบริหารอยู่แล้ว แต่จะอยู่ในกระทรวงใด ขอรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง
เมื่อถามว่า รอบหน้าถ้าเกิดกรณีที่ต้องเป็นพรรครัฐบาลผสมจริงๆ แบบเลือกไม่ได้ จะจับกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องการจับมือ ขอยกตัวอย่าง กรณีการทูตเป็นหลัก ในขณะที่ระดับโลก เราบอกไม่จําเป็นต้องเลือกข้าง แต่เราเลือกวาระ ตนเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน
จริงๆ เราเอาโจทย์สําคัญของประเทศเป็นตัวตั้ง ทุกนโยบายที่เราเสนอมาใน 2 วันนี้ หากไม่ได้เป็นพรรคการเมืองที่มีผู้สืบทอดอํานาจมาจากการปฏิวัติรัฐประหารโดยตรงหรือเป็นผู้บริหารพรรค หรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว หากยอมรับนโยบายของเราได้ เราก็คงกาง TOR เหมือนกัน เหมือนตอนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เปิดเผยให้ประชาชนเห็นโปร่งใส ตรงไปตรงมา พูดคุยกับเราอย่างรวดเร็ว จริงใจ ก็มีความเป็นไปได้หมด หากมีคนยื่นซองมากกว่าหนึ่งคน ก็ต้องพิจารณาว่าใครที่สามารถร่วมงานกับเราได้อย่างตลอดรอดฝั่ง
เมื่อถามถึงกรณีนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดตัวร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย จะถือว่าผิด MOA หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนขอไม่ตอบแทน ว่าตกลงผิดหรือไม่ผิด เพราะทุกอย่างอยู่ในกรอบ MOA อยู่ ตราบใดที่ถ้ามีข่าวมาว่าจะมีการยื่น 151 หรือชิงยุบสภาก่อน แปลว่าพรรคภูมิใจไทยยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ ดังนั้น หากดูตามบริบทการเมืองปัจจุบัน หรือการให้สัมภาษณ์ต่างๆ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตนเชื่อว่า เขายังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ เรายังมีอํานาจในการกํากับดูแลตรงนั้นอยู่
เมื่อถามถึงเรื่องการดึง สส.ต่างพรรคเข้าไปมากขึ้นหรือที่เรียกว่าพลังดูดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่พรรคประชาชนทําในทางการเมือง เราทํางานการเมืองในฐานะคนธรรมดาที่มาร่วมกันทางการเมืองสร้างความเปลี่ยนแปลง พรรคไหนจะดูดกันยังไง ใครเป็นรัฐบาลจะได้ สส.มากขึ้น ก็ให้เขาทําไป เป็นเรื่องของเขา เราทําในรูปแบบของเรา
เมื่อถามว่าหากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนจะช่วยโหวตหนุนรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องขอดูเนื้อหาในการอภิปรายก่อน เรายึดเรื่องเนื้อหาการอภิปรายเป็นตัวตั้ง หากพรรคเพื่อไทยมีของจริง ไม่ได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยเกมทางการเมือง ที่รัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายแต่ละท่านนั้นไม่ไหวจริงๆ มีข้อมูลที่ทุจริต คอร์รัปชันจริง ตนและเพื่อนร่วมพรรค ก็คงไม่สามารถหนุนได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องดูของก่อน
เมื่อถามว่าหากไม่ได้ 250 เสียง จะมีเงื่อนไขใดบ้างที่จะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เอาวาระเป็นตัวตั้ง ส่วนรายละเอียดต้องรอเข้าสู่การเลือกตั้ง รอดูการตอบคําถามในเวทีดีเบตว่า แต่ละพรรคเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับวาระของพรรคประชาชนอย่างไร เมื่อถามต่อว่าแล้วพรรคเพื่อไทยร่วมได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ อุทานว่า โห ก่อนกล่าวว่า ขออนุญาตยังไม่ตอบ
เมื่อถามถึงระบบการคัดผู้สมัคร ตอนนี้เริ่มมีดราม่าเกี่ยวกับระบบการคัดเลือก อาจจะมีเด็กเส้น คนที่เข้ารอบสุดท้ายไม่ได้รับเลือก จะแก้อย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวยืนยันว่า เรื่องกระบวนการในการคัดเลือก เรามีความโปร่งใส และมีส่วนร่วมมากที่สุดพรรคการเมืองพรรคหนึ่งในประเทศ ซึ่งในความเป็นพรรคที่มีความเป็นประชาธิปไตยในพรรคสูง ก็เป็นเรื่องที่อาจมีการส่งเสียงสะท้อนออกมา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า พรรคไม่ใช่ผู้กุมบังเหียนในการแสดงความคิดความเห็นของใคร
ดังนั้น คนที่รู้สึกผิดหวังกับกระบวนการที่ผ่านมา ต้องบอกว่าเรามองเห็น และให้กําลังใจต่อ แต่ยืนยันว่าในฐานะผู้บริหาร เราพยายามออกแบบกลไกที่มีส่วนร่วม และเปิดกว้างให้กับทุกคนมากที่สุด ถ้าจะขอเรียกร้องกลับไปเพียงแค่อย่างเดียวคือ ลองถามทุกคนที่เข้ามาเป็นแคนดิเดตของพรรค ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันว่า คุณเข้ามาสมัครเป็นแคนดิเดตเพราะอะไร ถ้าคุณบอกว่า คุณอยากมาช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลง การเป็น สส. คือหมวกหนึ่งใบที่คุณพร้อมถอดได้เสมอ วันหนึ่งที่ถ้าคุณไม่ได้ถูกเลือกเป็นแคนดิเดต สส. ก็ยังมีแห่งที่อีกเยอะ ที่จะมาช่วยกันขับเคลื่อนงานการเมือง โดยที่ไม่ใช่ สส.ก็ได้ ต้องถามใจตัวเองว่า คุณอยากมาทํางานเพราะอะไร
เมื่อถามว่า หลังผลการเลือกตั้งออกมาแล้วหวั่นใจกับอะไรมากที่สุด ระหว่าง หากไม่สามารถจัดตั้งได้เหมือนในปี 66 กับคดีทางการเมืองที่อาจตามมาภายหลัง น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆ แล้ว เราหวั่นใจเรื่องเดียวที่น่าจะเป็นปมในใจเราตั้งแต่ปี 66 นั่นคือการชนะเลือกตั้งแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาล ซึ่งเราเข้าใจเงื่อนไขดีว่า รอบนี้แม้จะไม่มี สว.แล้วก็ตาม แต่การชนะแบบไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ได้การันตีว่าเราจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้น ไม่น่าแปลกใจว่า ทําไมเราถึงมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานขนาดนี้ ที่อยากจะได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว เพราะการที่ได้ต่ำกว่า 250 นั้น แทบจะเป็น 80-90 เปอร์เซ็นต์ ที่เราอาจจะเป็นฝ่ายค้านอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราเข้าใจดีว่า ประชาชนไม่อยากรออีกต่อไป ประชาชนอยากให้เราเป็นรัฐบาลจะแย่แล้ว ย้ำว่า เรื่องนี้เรื่องเดียวเป็นเรื่องที่เรายังคงต้องทํางานอย่างแข็งขันมุ่งมั่น เพื่อให้พรรคประชาชนได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียว
เมื่อถามว่าหากสถานการณ์ต่อไปถึงขั้นที่นายวีระยุทธเป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ จะมีความมั่นใจหรือข้อกังวลใด ในการก้าวเข้ารับตําแหน่ง นายวีระยุทธ กล่าวว่า เรา 3 คนทํางานเป็นทีม ตนยืนยันว่านายณัฐพงษ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศไทย ณ ปัจจุบันมากที่สุด เพราะเราต้องการคนที่ 1.แก้ปัญหาเป็นระบบ 2.เราต้องการเติมความเป็นดิจิทัลเข้าไป ทั้งระบบราชการไทย และ SMEs และ 3.สุดท้ายสําคัญที่สุด คือความเข้มแข็ง ความมุ่งมั่น เอาจริง ซึ่งตนยืนยันว่า นายณัฐพงษ์มีครบทั้ง 3 ข้อ.



