สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที อ.หาดใหญ่ ยังคงวิกฤติ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยยังดำเนินการอย่างเร่งด่วนหลังผ่านมาหลายวันและระดับน้ำนังไม่มีท่าทีจะลดลง เนื่องจากในพื้นที่ยังมีฝนตก
การสื่อสารในภาวะฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญ ทางหน่วยงานรัฐที่กำกับ และภาคเอกชนที่ให้บริการ ได้พยายามให้การติดต่อสื่อสารยังได้คลอด 24 ชั่วโมง แม้ไม่เต็ม 100% ในทุกพื้นที่
“ดีอี”ระดมหน่วยงานช่วยใต้
ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) โดยทางนาย ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ให้หน่วยงานในสังกัด คือ บริษัท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ NT จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ประสบอุทกภัยตลอด 24 ชม. พร้อมจัดรถโมบายเคลื่อนที่ใช้ในการกระจายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้บริการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ทาง นายพชร นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ เอ็นที ก็ได้ลงพื้นที่ไปติดตามสถานกาณ์ในพื้นที่ด้วย
นอกจากนี้ทางกระทรวงดีอี ยังได้ประสาน บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือฉุกเฉิน นำระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมพร้อมอุปกรณ์แบบเคลื่อนที่ผ่านโครงข่ายดาวเทียมไทยคม เข้าเสริมระบบการสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ประสบเหตุอุทกภัย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ระบบอินเทอร์เน็ตสื่อสารผ่านสัญญาณดาวเทียมได้
กสทช.ลงพื้นที่รักษาระบบสื่อสาร
ขณะที่หน่วยงานที่กำกับดูแลผู้ให้บริการโทรคมนาคม คือ สำนักงาน กสทช. นั้น ทาง นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการรักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) ก็ได้ลงพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย ทั้ง เอไอเอส ทรู ดีแทค และ เอ็นที และสำนักงาน กสทช. ภาค 4 และ เขต 41 ตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์พื้นที่ และ ได้ประสานค่ายมือถือที่นำรถโมบายล์เข้ามาให้บริการประชาชนและเจ้าหน้าที่ บริเวณศูนย์พักพิง

ขณะที่ในพื้นที่น้ำท่วมสูงที่เจ้าหน้าที่และรถโมบายล์ยังไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ที่น้ำท่วมสูงได้ ได้สั่งการให้ค่ายมือถือเพิ่มความแรงสัญญาณและปรับมุมองศาของเสาสัญญาณข้างเคียงที่ยังสามารถใช้งานได้อยู่ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอกได้ และสั่งการเตรียมดูแลรักษาสถานีฐานที่ยังสามารถใช้งานได้ พร้อมทั้งเตรียมกระสอบทรายเพื่อป้องกันน้ำท่วมเข้าสถานีฐาน และน้ำมันสำหรับเครื่องปั่นไฟสำรองในกรณีที่ถูกตัดไฟ เพื่อให้สถานีฐานที่เหลือยังคงให้บริการต่อได้อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดวันนี้( 26 พ.ย.) ในช่วงเช้าได้มีการประชุมร่วมกับผู้ให้บริการมือถือทุกราย เพื่อเพื่อรักษาสถานีฐานที่ใกล้ น้ำท่วมยังให้สามารถให้บริการได้ นอกจากนี้ยังติดตามสถานการณ์และเร่งแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ตอนล่าง จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ด้วยเช่นกัน พร้อม ยังได้ประสานให้เครือข่ายวิทยุสมัครเล่น เป็นอีกช่องทางในการติดต่อสื่อสาร และสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจแจ้งเตือนภัย และการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่

AIS ส่งทีมลงพื้นที่ตั้ง War Room รับมือ
ขณะที่ทางค่ายมือถือ คือ เอไอเอส ได้เสริมมาตรการดูแลโครงข่ายอย่างเต็มกำลัง โดยจัดทีมวิศวกรและช่างเทคนิคแสตนด์บาย ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเตรียมรถสถานีฐานเคลื่อนที่ เพื่อสนับสนุนสัญญาณ ลดผลกระทบต่อการสื่อสารของประชาชนให้ได้มากที่สุด
พร้อมได้นำนวัตกรรม Smart Site เข้ามาช่วยเฝ้าระวังสถานการณ์ ด้วยระบบกล้องวงจรปิดตรวจสอบระดับน้ำบริเวณสถานีฐานและโครงข่ายในพื้นที่เสี่ยงแบบเรียลไทม์ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านศูนย์บริหารจัดการเครือข่าย (Network Operation Center: NOC) เพื่อให้สามารถสั่งการและฟื้นฟู โครงข่ายได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด

นอกจากนี้ สำรองพลังงานอย่างเพียงพอ เตรียมเครื่องปั่นไฟและน้ำมันสำรอง ในพื้นที่ เพื่อคงสัญญาณสื่อสารในสถานการณ์ไฟฟ้าขัดข้อง พร้อมดูแลความปลอดภัยของพนักงานในพื้นที่ปฏิบัติงาน จัดเตรียม อุปกรณ์ความปลอดภัยครบครัน เช่น ชุดเซฟตี้ เสื้อชูชีพ เรือ และอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อให้การทำงานในพื้นที่เสี่ยงเป็นไปอย่างปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ยังเปิดรับบริจาค เพาเวอร์แบงก์ เพื่อนำไปช่วยผู้ประสบภัยที่ถุกตัดไฟฟ้า เพื่อให้สามารถใช้ชาร์จมือถือเพื่อติดต่อสื่อสารได้
“ทรู” ชูแผนฉุกเฉินร่วมกู้วิกฤตหาดใหญ่
ทางด้านทรู ได้ใช้”โมเดลทุ่งสง” เป็นมาตรการฉุกเฉินในการติดตามสถานการณ์โครงข่ายในพื้นที่ประสบอุทกภัยทั้งภาคใต้ พร้อมเตรียมความพร้อมทีมวิศวกรและอุปกรณ์สำรอง เพื่อรักษาคุณภาพสัญญาณให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการติดต่อสื่อสารของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่น้ำท่วม
“โมเดลทุ่งสง” คือแนวทางที่ทรู คอร์ปอเรชั่นใช้ดูแลโครงข่ายในภาวะน้ำท่วมพื้นที่ อำเภอทุ่งสง และอีกหลายอำเภอของ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเร่งส่งทีมวิศวกรและทีมเน็ตเวิร์กลงพื้นที่ตรวจเช็กและปกป้องสายไฟเบอร์เส้นหลักที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของโครงข่ายก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นเร่งดูแลสถานีฐานและจุดสื่อสารสำคัญในพื้นที่น้ำท่วมและจุดเสี่ยงน้ำป่าทะลัก ตามแผนฉุกเฉิน เพื่อให้มือถือและเน็ตบ้านของประชาชนยังใช้งานได้ต่อเนื่อง แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์อพยพและการประสานงานช่วยเหลือจากทุกหน่วยงานได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังมีมาตรการฉุกเฉินเสริมความพร้อมเครือข่าย ได้แก่ การเตรียมเครื่องปั่นไฟ น้ำมันสำรอง และแบตเตอรี่สำรองให้สถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงไฟฟ้าดับจากน้ำท่วมโดยเฉพาะหาดใหญ่ การจัดรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell on Wheels: COW) เสริมสัญญาณในจุดวิกฤต การเตรียมรถ 4WD และเรือท้องแบนเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย การจัดทีมซ่อมบำรุงฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์สำรองดูแลระบบสื่อสารให้ทำงานต่อเนื่อง การประสานงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชน และการใช้ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ BNIC ร่วมกับระบบ AI Network Monitoring ดูแลและบริหารเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งหมดเป็นแผนรักษาระบบสื่อสารในพื้นที่ ที่ยังต้องมีการติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาระบบสื่อสารที่เป็นหัวใจสำคัญไม่ให้ล่มไปกับน้ำท่วมในครั้งนี้



