แต่การให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ยิ่งซ้ำเติมความทุกข์ของผู้ประสบภัย ทำให้เกิดเสียงรุมถล่มรัฐบาลว่าไม่มีความเป็นมืออาชีพ ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ที่โดนทัวร์ลงหนักกว่าใครๆ ก็คือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่อาสาสวมหมวก 2 ใบ ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รวมทั้งยังมีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (คอภ.) ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 ก.ย.2568 ที่สำคัญ เจ้าตัวเคยทำงานในฐานะเจ้ากระทรวงราชสีห์มาแล้วในยุครัฐบาลก่อนหน้านี้ จึงถูกคาดหวังว่ามีความเป็นมืออาชีพ และจะสะสางปัญหา บำบัดทุกข์บำรุงให้พี่น้องประชาชนได้

แม้ “นายกฯอนุทิน” โชว์ความจริงใจ และความเข้าอกเข้าใจในความทุกข์ร้อนของผู้ประสบภัย ด้วยการยกทีมบินไปลงพื้นที่ฝ่ากระแสน้ำในอ.หาดใหญ่ แต่ก็ถูกกระแสโลกโซเชียลวิจารณ์และตั้งคำถามว่า ในเมื่อมีรถใหญ่มารับคณะผู้นำรัฐบาลไปลงพื้นที่น้ำท่วมได้ แล้วเหตุใดจึงไม่มียานพาหนะไปรับผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่ และการที่ “นายกฯหนู” ไปทำกับข้าวแจกจ่ายชาวบ้านนั้น มันเป็นแค่ดราม่าฉากหนึ่ง แต่แก้ปัญหาอะไรไม่ได้

ที่สำคัญ ทัวร์ยังไปลงใส่ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ หลังจากได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อมาแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้

ปรากฏว่า ช่วงบ่ายวันดังกล่าว “นายกฯอนุทิน” เรียกประชุมคอภ. กลับไร้เงาผอ.ศนยภ.เข้าร่วมวง ทำให้ “อนุทิน” ต้องพูดแก้เก้อว่า “ธรรมนัส” คงอยู่หน้างานที่หาดใหญ่แล้ว แต่ต่อมามีภาพเฉลยว่า “ผู้กองธรรมนัส” ไปโผล่งานตรวจโครงการอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดธาราในจ.เชียงใหม่

แม้เจ้าตัวชี้แจงว่าวันนั้นอากาศไม่เป็นใจ เครื่องบินจึงไปลงหาดใหญ่ไม่ได้ และยืนยันว่าทำงานเต็มที่ ประชุมผ่านระบบซูมได้ แต่เรื่องนี้บ่งชี้ให้เห็นถึงการขาดความจริงใจ และทำลายความเชื่อถือของประชาชนไปตลอดกาล ทั้งที่ในทางการเมืองนั้น ความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชนถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับ 1 ในการเสริมสร้างศรัทธา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องนี้จะส่งผลให้เกิดแรงกระแทกในสนามการเลือกตั้งใหญ่ที่ใกล้จะมาถึง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำรัฐบาลต้องรีบพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการศึกษาภาพรวมขององค์กรด้านการรับมือภัยพิบัติ และหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่ฝึกอบรมการบริหารจัดการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมทั้งนำหน่วยงานเหล่านั้นมาร่วมทำงานสอดประสานกันรับมือกับปัญหาต่างๆให้ได้

ขณะที่ปัจจุบันเกิดภาวะ “โลกเดือด” ทำให้ภัยพิบัติยิ่งทวีความรุนแรงจนยากจะรับมือไหว อย่างเช่นเหตุการณ์มหาอุทกภัยในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ถ้ารัฐบาลสามารถจัดการได้จริง เมื่อใดเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกหน ใครๆก็จะคิดถึงฝีมือรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล”.