แม้พรรคประชาชน (ปชน.) จะผ่านวิกฤติไปได้ในห้วงเวลาหนึ่ง หลังศาลฎีกา มีคำสั่งรับคำร้องจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ร่วมกันลงชื่อและยื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ แต่ศาลมีคำสั่งให้ 10 สส.ปชน. ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่กำชับไม่ให้กระทำการในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก มิฉะนั้นศาลอาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงคำสั่งในภายหลัง
โดยศาลฎีกา ให้เหตุผล ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านทั้ง 10 คน (10 สส.ปชน.ในปัจจุบัน) มีพฤติการณ์กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ตามคำร้องอันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย ประกอบกับผู้คัดด้านดังกล่าวยังคงมีอำนาจหน้าที่อื่น ต้องปฏิบัติในฐานะ สส.ตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) พฤติการณ์แห่งคดีจึงยังไม่สมควรให้ 10 สส.ปชน. หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพียงแต่มีคำถามว่า การยังให้ “เท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคต่อ อาจทำให้เกิดข้อจำกัดในการทำงาน ทั้งเรื่องมีคดีความติดตัวอยู่ และหากมีใครไปร้องว่า ทำผิดเงื่อนไขของศาล อาจถูกร้องสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้

ขณะที่ในระหว่างพรรค ปชน. จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 1/2569 “นายณัฐพงษ์” เสนอรายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่แทน “นายศรายุทธิ์ ใจหลัก” อดีตเลขาธิการพรรค ปชน. ที่ลาออกไป เพื่อแสดงความรับผิดชอบจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง โดย “นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์” เข้ามาทำหน้าที่แทน น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีตสส.นครปฐม เป็น กก.บห. และ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ เป็นโฆษกพรรค ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ยังคงเดิม

สำหรับ 4 หมุดหมาย คือ 1.เตรียมเปิดตัวคณะรัฐมนตรี (ครม.เงา) ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาล 2.ขับเคลื่อนกรรมาธิการ (กมธ.) ทั้ง 9 คณะ 3.การทำงานยุทธศาสตร์พื้นที่ พรรคได้ตั้งทีมทำงานขึ้นมา โดยมีเป้าหมายเพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง เตรียมเคาะผู้สมัครให้เร็ว ภายในเดือน ก.ค. ให้ลงไปทำงานในพื้นที่ ให้มีเวลาในการเข้าไปนำเสนอนโยบาย และปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ทางความคิดให้ประชาชน ส่วนเรื่องของปัญหาคุณสมบัติผู้สมัคร ยิ่งเราเคาะผู้สมัครได้เร็ว ประชาชนก็ยิ่งมีโอกาสเข้ามาตรวจสอบผู้สมัครของเราได้เร็ว และ 4.การเลือกตั้งท้องถิ่น เดินหน้าและเอาจริงกับสนามการเลือกตั้งท้องถิ่น จะเคาะตัวผู้สมัครให้เร็วเช่นกัน นอกจาก สนามพัทยา และ กทม. เชื่อว่า ภายในต้นเดือน พ.ค.นี้ ทีมกรุงเทพฯ ทั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. จะเป็นอีกตัวเลือกที่ดีของชาวกรุงเทพฯ แน่นอน
“นายศรายุทธิ์ ใจหลัก” อดีตเลขาธิการพรรค ปชน. กล่าวว่า ครม.เงา เป็นความตั้งใจของพรรค จะมีกลไกขึ้นมาเป็นหัวหอกในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ทั้งนี้ จะมีการแบ่งการทำงานเป็น 4 ด้าน คือฝ่ายความมั่นคง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการปฏิรูปกฎหมายไปพร้อมๆ กัน เรียกว่า เป็นหัวหอกในการทำงานตรวจสอบ และเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้กับสังคมไทยได้เห็น ยกตัวอย่าง เรื่องเศรษฐกิจบางเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญแต่ถูกทอดทิ้งไม่มีกระทรวงดูแล เช่น SME เราก็จะมีทีม ครม.เงา ด้าน SME ดูแล ดังนั้นเราจะเลือกประเด็นที่มันสอดคล้องกับการบริหารรัฐในยุคใหม่ สอดคล้องกับสภาพปัญหาหน้างานในปัจจุบัน
ต้องรอดู ครม.เงาของแกนนำพรรคฝ่ายค้าน จะประกอบด้วยใครบ้าง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจต้องการทำให้สังคมเห็นว่า มีทีมงานพร้อมที่จะเข้ามาบริหารประเทศ หากรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไปต่อไม่ได้ พรรค ปชน. จะได้มีความพร้อม สามารถเข้าบริหารต่อได้ทันที

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ความเคลื่อนไหวของ “ญาติวีรชนฯ พ.ค. 35” โดยเรียกร้อง “รัฐบาล-รัฐสภา” ร่วมใจเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข “นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ 35 ออกแถลงการณ์ เรียกร้อง “รัฐบาล-รัฐสภา” ร่วมใจเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข ยึดกรอบ 60 วัน โดยระบุว่า หลังจากที่ ร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และมีการหารือกันในหมู่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา ในรายละเอียดเหลือเพียงบางมาตรา แต่ต้องชะงักลงเนื่องจากการ “ยุบสภา” จึงขอเรียกร้องทุกพรรคการเมือง ให้เร่งรัดนำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว กลับเข้าสู่การพิจารณาในกรอบ 60 วัน ตาม รธน. นับแต่วันเปิดสมัยประชุมสภา (ภายใน 12 พ.ค. 69) เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง ที่สะสมมาอย่างยาวนาน หากผ่านความเห็นชอบจากสภา ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ จะสะท้อนถึงฉันทามติร่วมของตัวแทนประชาชนจากทุกฝ่าย

อนึ่ง “ร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข” เป็นร่างที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ได้ลงนามเสนอร่างในนามฝ่ายบริหาร อีกทั้งร่างดังกล่าวได้รับการยอมรับให้เป็น “ร่างหลัก” ในกระบวนการพิจารณาของสภา ได้ผ่านการลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในทุกมาตรา ซึ่งสะท้อนฉันทามติร่วมกันของทุกพรรคการเมืองในสภาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ คณะกรรมการญาติวีรชนฯ จะไปยื่นหนังสือต่อนายกฯ และประธานรัฐสภาในวันที่ 28 เม.ย.นี้
สำหรับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ไม่ได้รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับ “การทุจริตคอร์รัปชัน” และการกระทำความผิดตามกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งคงต้องรอดูท่าทีพรรคร่วมรัฐบาล จะเดินหน้าต่อในเรื่องนี้หรือไม่ หรือจะมีการร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อผลักดันต่อไป

ขณะที่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา บริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ได้มีการรวมตัวของกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดง โดยนายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) มอบหมายให้ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อดีตแกนนำ นปช. เดินทางมาเป็นตัวแทนแจกสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 200 ใบ ให้แก่ประชาชนที่มาร่วมกิจกรรม เพื่อขอส่งกำลังใจให้ “นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ” โดยกลุ่มแกนนำมวลชนคนเสื้อแดง ร่วมกันแถลงข่าว ถึงการจัดกิจกรรมใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10-11 พ.ค. 69 ที่ บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อรอต้อนรับนายทักษิณ ที่จะได้รับการปล่อยตัวภายหลังได้รับการพักโทษ โดยกิจกรรมในธีม “อิสรภาพ” นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีมวลชนเดินทางมาสมทบกว่า 1,500 คน
ทั้งนี้ มีรายงานระบุว่า นายทักษิณ จะเดินออกจากเรือนจำในเวลาประมาณ 08.00 น. โดยจะมีการยืนร้องเพลงเคารพธงชาติหน้าเรือนจำ ก่อนจะออกเดินทางกลับบ้าน

แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า นายทักษิณ ได้รับโทษจำคุกมาแล้วรวม 7 เดือน 18 วัน ซึ่งใกล้จะครบกำหนด 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี (หรือ 8 เดือน) ตามเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไป โดยคาดว่าจะได้รับการปล่อยตัว เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการคุมประพฤติในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. 69 และจะต้องรับการคุมประพฤติต่อเนื่องอีกเป็นเวลา 4 เดือน จนกว่าจะพ้นโทษและได้รับอิสรภาพอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 9 ก.ย. 69 ทั้งนี้ นายทักษิณ จะต้องรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติภายใน 3 วัน โดยหากพักอาศัยที่บ้านจันทร์ส่องหล้า จะต้องเข้ารายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพฯ 1 และปฏิบัติเงื่อนไขการคุมประพฤติอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานเช่นเดียวกับรายอื่นๆ ต่อไป
เชื่อว่าการกลับมามีอิสรภาพของ “นายทักษิณ” คงทำให้การเมืองมีสีสัน “พรรคเพื่อไทย” คงถูกจับตามองเป็นพิเศษ จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือไม่ รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ เหมือนในอดีตที่ผ่านมาหรือไม่ ซึ่งคงต้องจับตามอง.
“ทีมข่าวการเมือง”



