เมื่อวันที่23 พ.ค.เวลา 10.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) ณ ห้อง Salon Foch ชั้น 1 Le Cercle de l’Union interalliée กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศส 5 ราย ได้แก่ 1. นาย Frank Wittchen รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป บริษัท Imerys S.A.  2. นาย Philippe Pezet รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายการระหว่างประเทศ บริษัท Airbus Group SE 3. นาย Eric Javellaud รองประธานอาวุโส บริษัท EssilorLuxottica 4.  Ms. Agnès Diallo ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท IN Groupe และ 5. นาย Philippe Vallée รองประธานบริหารและสมาชิกคณะกรรมการบริหาร บริษัท Thales Group เพื่อเชิญชวนลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย

โดยนายกฯ กล่าวย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาค พร้อมขอบคุณภาคเอกชนฝรั่งเศสที่เชื่อมั่นและลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้านภาคเอกชนฝรั่งเศสต่างชื่นชมในศักยภาพและความพร้อมของไทย รวมถึงการที่ไทยมีมาตรการสนับสนุนการลงทุน ทั้งนี้ การหารือกับบริษัท Imerys S.A. ผู้นำระดับโลกด้านวัสดุขั้นสูง เป็นผู้ผลิตกราไฟต์และ Conductive Carbon Black ซึ่งเป็นวัสดุขั้นสูงที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการผลิตขั้วไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับรถยนต์ EV และระบบกักเก็บพลังงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง และรองรับการชาร์จความเร็วสูง ได้เชิญชวนบริษัท Imerys S.A. พิจารณาการลงทุนในไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน EV ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค พร้อมรองรับผู้ผลิตวัสดุขั้นสูง

ด้านบริษัท Airbus Group SE ผู้ผลิตอากาศยานและระบบป้องกันประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป กล่าวเชื่อมั่นใจศักยภาพของไทย โดยล่าสุดบริษัทได้ขยายกิจการในไทย เพื่อใช้เป็นฐานสนับสนุนการพัฒนาระบบการบินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่ รวมถึงการสนับสนุนด้านเทคนิค วิศวกรรม และการพัฒนาบุคลากร ทั้งนี้ประเทศไทยจะเป็นศูนย์ปฏิบัติการสำคัญของบริษัทที่ตั้งอยู่นอกประเทศฝรั่งเศส มีวิศวกรเฉพาะทางกว่า 160 คน และมีแผนเพิ่มเป็นกว่า 200 คน 

เช่นเดียวกับบริษัท EssilorLuxottica กลุ่มบริษัทด้านเลนส์สายตาและแว่นตาอันดับหนึ่งของโลก บริษัทตัดสินใจขยายการลงทุนการผลิตแว่นตาอัจฉริยะหรือ AI Glasses ในไทย ซึ่งจะเป็นการนำเทคโนโลยี AI และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะผสานเข้ากับแว่นตาระดับไฮเอนด์ เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถบันทึกภาพ เสียง ฟังดนตรี หรือเชื่อมต่อกับผู้ช่วย AI เพื่อแปลภาษา หรือตรวจสอบสถานที่และสิ่งที่เห็นได้ผ่านการสั่งงานด้วยเสียงผ่านแว่นตา 

ขณะที่ บริษัท IN Groupe ผู้นำด้านระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของฝรั่งเศส มีความเชี่ยวชาญด้านหนังสือเดินทาง บัตรประชาชนดิจิทัล ใบอนุญาตขับขี่ และระบบ Digital ID สำหรับภาครัฐ โดยบริษัทได้เสนอแนวทางร่วมมือกับไทยในการพัฒนาระบบ Digital ID รุ่นใหม่สำหรับภาครัฐ รวมถึงเทคโนโลยี Biometrics และระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์ทดสอบระบบ Secure ID สำหรับกลุ่มประเทศ CLMV และอาเซียน

นอกจากนี้ บริษัท Thales Group ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีกลาโหม อวกาศ ความมั่นคงดิจิทัล และความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งมีการให้บริการครอบคลุมระบบความมั่นคงไซเบอร์ ระบบป้องกันประเทศ รวมถึงการพัฒนาหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยบริษัทได้เสนอแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงไซเบอร์ระหว่างบริษัทกับรัฐบาลไทย

ในตอนท้าย นายกฯ กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลสนับสนุนภาคเอกชนฝรั่งเศสให้ขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่และเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน( BOI )พร้อมอำนวยความสะดวก และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาคต่อไป.