คาดเดาได้ไม่ยาก “คดีฮั้ว สว.” จะเป็นหัวข้อสำคัญ ที่พรรคฝ่ายค้านจะนำมา เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะบรรดาพรรคฝ่ายค้านต่างมุ่งเป้าตรวจสอบในเรื่องนี้ เพราะนอกจากจะเกี่ยวข้องกับหนึ่งในกระบวนการนิติบัญญัติ ยังมีอำนาจสำคัญในการเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งมีส่วนชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง และสร้างความได้เปรียบ กับพรรคการเมืองที่มีสัมพันธ์ที่ดีกับ “สว.เสียงข้างมาก” ซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็น “สว.สีน้ำเงิน” นอกจากนี้ในวันที่ 26 ก.ค. 69 “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) จะมีการจัดงานเสวนาเกี่ยวกับ “ฮั้ว สว.” ในวันที่ 26 ก.ค.อีก โดยเชิญ “นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์” มาร่วมด้วย
ด้าน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้ความเห็นว่า สิ่งที่พรรค ปชป.รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ในขณะนี้ คือเริ่มพบสัญญาณ และพฤติกรรมในลักษณะของการข่มขู่ ตลอดจนการพยายามขัดขวางการทำงานของกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวตรวจสอบในเชิงลึก พรรค ปชป.จะไม่ยอมถอยให้กับการคุกคามดังกล่าว โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ได้มอบหมายให้ “นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย” สส.พรรค ปชป. ไปเข้าร่วมกิจกรรมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อเกาะติดและเดินหน้าตรวจสอบกรณีการฮั้ว สว. อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

ส่วน “นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ออกมาเปิดเผยรายชื่อ 9 บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งปรากฏชื่อรวมอยู่ด้วยว่า ยินดีรับการตรวจสอบ แต่ต้องไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสี ไม่ใช่นำประเด็นที่ ไม่มีมูลความจริง มาใส่ความฝั่งตรงข้าม เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง จนทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ข้อมูลที่นำมายื่นต่อวิปฝ่ายค้าน ต่างก็ยอมรับเองว่า เป็นข้อมูลเก่า จึงน่าคิดว่าการออกมาเคลื่อนไหว ทำไปเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ ส่วนกรณีที่มีการอ้างเรื่องระเบียบศาลฎีกาเกี่ยวกับคดีปิดปาก (SLAPP Suits) นั้น
หากรัฐบาลหรือ สส.ใช้อำนาจรัฐในการปิดปากกับบุคคลที่นำความจริงมาเผยแพร่ หรือเรียกว่าเป็นการฟ้องปิดปาก แต่กรณีดังกล่าวฝ่ายผู้ที่ถูกกล่าวหายอมรับเองว่า ไม่มีหลักฐาน และไม่ใช่ข้อเท็จจริง ทำให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ และทวงคืนความเป็นธรรมให้ตนเอง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับทางพรรค และอีก 8 รายชื่อ เพื่อพิจารณาข้อหาทางกฎหมายต่อไป

“หากมีใครสักคนไปกล่าวหา นายยิ่งชีพ อย่าไปเอ่ยชื่อเขาเลย เอาเป็นว่า “ย.ช.” จะยิ่งชีพ ยิ่งชั่ว ก็ไปว่ากัน มีคนไปกล่าวหาเขา สมมุติว่ามีคนไปกล่าวหาเขาว่า อยู่ในขบวนการ Forex ด้วย ที่พรรคทางโน้นเขาเกี่ยวข้องจะทำอย่างไร หรือมีคนไปกล่าวหานาย ย.ช. ว่ามีกระบวนการสมรู้ร่วมคิด ไปปลุกปั่นเยาวชนให้ออกมาเคลื่อนไหว หรือทำให้สังคมเสียหาย ซึ่งเขาไม่ได้ทำ แล้วจะออกมารักษาสิทธิของตัวเองหรือไม่ ผมก็เหมือนกัน เราได้รับความเสียหาย ถูกใส่ร้ายป้ายสี เราก็ต้องรักษาสิทธิของตัวเอง เพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับตัวเอง ถ้าพวกผมไม่ออกมาตอบโต้หรือดำเนินคดี เขาก็จะบอกอีกว่า นี่ไง ก็เฉย ก็รับ ซึ่งกระบวนการขั้นตอนเหล่านี้ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย” นายกรวีร์ กล่าว
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว นำคณะกลุ่ม สว.สำรอง ผู้สมัคร สว. และประชาชนผู้รักความเป็นธรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อเรียกร้องให้เร่งรัดพิจารณา คดีทุจริตการเลือก สว. อย่างสุจริตและเที่ยงธรรม พร้อมส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิการเลือก (ใบแดง) พร้อมเปิดหลักฐานซัด 138 สว. ‘ผลผลิตการทุจริต’ ขอให้เพิกถอน เหมือนการทุจริตโกงข้อสอบ โดย พล.ต.ท.คำรบ เปิดเผยว่า พบพฤติการณ์ส่อทุจริตเชื่อมโยงกับ “โพยฮั้ว” ซึ่ง สว. ทั้ง 138 คน มีรายชื่อปรากฏอยู่ในโพย 140 หมายเลข ที่มีการจัดทำและดำเนินการอย่างเป็นระบบ ซึ่งพยานหลักฐาน มีผู้ถูกกล่าวหาสูงถึง 229 คน ใน 7 ข้อหาหนัก ทั้งจ้างสมัคร จัดเลี้ยง และจ่ายเงินโหวตเตอร์ มีพยานบุคคลกว่า 700 ปาก รวมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเส้นทางการเงิน คาดว่าจะมีผู้ถูกดำเนินคดีอาญาไม่น้อยกว่า 20–30 คน โดยพบกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคการเมืองประมาณ 22 คน เข้ามาแทรกแซง

ที่น่าสนใจมีรายงานข่าวจากสำนักงาน กกต. แจ้งว่า กรณี “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. และ “นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต. ระบุว่า สำนวนคดีฮั้ว สว. น่าจะสรุปได้หลังจากคณะกรรมการ กกต.ประชุมอีก 4 ครั้ง ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม ขณะเดียวกัน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ได้ระบุชื่อ แกนนำพรรค ภท. 9 คน ขอให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ตรวจสอบ ส่งผลให้พรรค ภท.เตรียมดำเนินคดีทางกฎหมาย
แหล่งข่าวระบุว่า กกต.กำลังจับตาความเคลื่อนไหวของนายยิ่งชีพ และนายพริษฐ์ เนื่องจากมีความเคลื่อนไหวสอดรับนักวิชาการ สว.อิสระ และสว.สำรอง รวมทั้งผู้สมัคร สว.บางรายที่ออกมาให้ข้อมูลกับสังคมในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่าบางประการมีความผิดปกติ โดยเฉพาะ ลักษณะข้อมูลของบุคคลเหล่านี้ที่นำมาเผยแพร่กับสังคมในช่วงที่ผ่านมา สอดรับกันอย่างผิดวิสัย แม้จะอ้างว่าได้มาจากการไปร่วมพูดคุยกับตัวแทนแกนนำบางพรรคในช่วงก่อนการเลือก สว.
ข้อมูลบางประเด็นอยู่ในสำนวนมติคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 แต่บุคคลบางรายนำมาเปิดเผยกับสังคมในช่วงที่ผ่านมา และกำลังจะเปิดเผยอีกนั้น มีโอกาสสูงที่ข้อมูลของการสืบสวนในคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 รั่วไหลไปยังบางฝ่าย และถูกนำมาเผยแพร่ต่อสังคม ซึ่งอาจจะมีเจตนาเพื่อกดดันการวินิจฉัยของ กกต. ให้เป็นไปในทิศทางที่ฝ่ายการเมืองต้องการ
ทั้งนี้ข้อมูลของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 มีรายละเอียดบางด้านที่ขัดแย้งกับข้อมูลของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้งกับคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 เพราะข้อมูลและพยานหลักฐานบางอย่างขัดแย้งกันเองในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26
“พยานบางรายที่มาให้การในช่วงแรกให้การแบบหนึ่ง ต่อมาพยานคนนั้นมาขอกลับคำให้การที่มีลักษณะคล้ายกับการเคลื่อนไหวของบางฝ่าย และพยานบางรายให้การแบบผิดสังเกตโดยขาดหลักฐานที่มีน้ำหนัก มี การกล่าวอ้างลอยๆ และพยานบางรายให้การสอดรับกับพยานคนอื่นๆ แบบผิดวิสัย และการสืบสวนในทางลับพบว่าแทบทุกพรรค หรือ กลุ่มการเมืองมีการล็อบบี้คนให้ลงสมัคร สว.เช่นกัน แต่ได้เข้าไปเป็น สว.จำนวนต่ำกว่าที่คาดไว้ จึงประสานกับหลายกลุ่มที่ไม่ได้เป็น สว.มาดำเนินการร้องเรียนการฮั้ว สว.ดังกล่าว”
แหล่งข่าว กล่าวและว่า เนื่องจากพยานมีการกลับคำให้การหลายครั้ง จึงเป็นเหตุให้ กกต. ขอใช้ประชุม 12 ครั้ง เพื่อวินิจฉัยให้กระจ่าง และให้กรณีนี้เป็นที่สิ้นสุด เพื่อพิจารณาสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 กับชุดที่ 36 ตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ
ถือว่า มีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ จากความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆ ในประเด็นการฮั้ว สว. โดยเฉพาะ “กกต.” ที่จะมีอำนาจในการวินิจฉัยสำนวนคดีนี้ แต่การออกมาเปิดข้อมูลเกี่ยวการให้ข้อมูลของพยาน ถือว่าน่าสนใจ พยานบางคนขอกลับคำให้การ ที่มีลักษณะคล้ายกับ การเคลื่อนไหวของบางฝ่าย และพยานบางรายให้การแบบผิดสังเกต โดยขาดหลักฐานที่มีน้ำหนัก มีการกล่าวอ้างลอยๆ

ขณะที่ท่าที “นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมรายการหนึ่ง เนื่องจากกลัวเสียรูปคดี Forex ที่กำลังถูกตรวจสอบอยู่ ไม่สามารถให้ข้อมูลในโครงการ TH-AI Passport ได้ เนื่องจากไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ด้าน “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ให้ความเห็นว่า จริงๆ นายภาวุธไม่ได้ถึงขั้นว่าไม่อยากจะกระทบกับคดี Forex น่าจะเป็นการแต่งเติมเข้ามาในภายหลัง นายภาวุธพูดเพียงว่าช่วงนี้ไม่ได้ติดตาม ให้คนที่ติดตามจริงๆ คือ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ เป็นเพราะสมาธิของนายภาวุธ หายไปจากการถูกฟ้องร้องในคดีต่างๆ จำเป็นต้องเตรียมการในการต่อสู้คดี ซึ่งพรรคยังติดตามต่อ เท่าที่ทราบ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามงบฯ ยื่นหนังสือไปที่หน่วยงานต่างๆ หลายแห่งแล้ว เพื่อให้เกิดการสืบสวนสอบสวนตรวจสอบต่อในกรณีนี้ คงจะมีความเคลื่อนไหวต่อไป

ด้าน “น.ส.รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีเสียงวิจารณ์นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ที่มีท่าทีเรื่อง โครงการ TH-AI Passport เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ได้มีการพูดคุยกันหรือยังว่า ทำไมถึงถอยขนาดนี้ ว่า ถามตนไปก็ไม่ได้คำตอบอะไร ไปถามนายภาวุธเองดีกว่า คงไม่มีใครตอบคำถามดีเท่านายภาวุธ ก็หาตัวเขาให้เจอ แล้วก็ไปถามเขา ในฐานะคนที่เป็นฝ่ายการเมือง อย่างพรรค ปชน. เราคุยกันตั้งแต่แรกว่าธงของเรา อยากจะล้มโครงการที่มีพิรุธ หรือส่อทุจริตล็อกสเปกให้ได้ แต่สิ่งที่ผู้มีอิทธิพล ผู้มีอำนาจในการถืองบประมาณแผ่นดิน ใช้อำนาจที่มี ใช้ทรัพยากรเงิน ทั้งของแผ่นดิน บิดเบือนเจตจำนงเดิม จากเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน การล็อกสเปก ไปคุยกันเรื่องความคุ้มค่า จึงสะท้อนว่าทำไมเราถึงแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของประเทศนี้ไม่ได้สักที

ท่าทีของ “นายภาวุธ” นอกจากจะถูกตั้งคำถามจากสมาชิกพรรคเดียวกัน ย่อมถูกสังคมตั้งข้อสงสัยเรื่องคดีความที่พัวพัน หรือจะมีน้ำหนักจะทำให้ตนเองต้องกังวล และไม่กล้าตรวจสอบโครงการที่เคยออกมาให้ความเห็น
ทีมข่าวการเมือง



