อาการปัสสาวะบ่อย เป็นอาการหนึ่งที่รบกวนคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก ในภาวะปกติ คนเราจะมีการผลิตน้ำปัสสาวะในแต่ละวันไม่เท่ากัน แต่โดยเฉลี่ยเราจะอ้างอิงตามน้ำหนักตัว ตัวอย่างเช่น ในผู้ใหญ่น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม จะมีการผลิตน้ำปัสสาวะอย่างน้อย 0.5 – 1.0 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัมต่อชั่วโมง (หากร่างกายอยู่ในสภาวะไม่ขาดน้ำ) จึงเท่ากับ 600 – 1,200 มิลลิลิตรต่อวัน โดยความจุของกระเพาะปัสสาวะปกติจะเท่ากับ 300 – 500 มิลลิลิตร แต่ในภาวะปกติ เราจะเริ่มรู้สึกปวดปัสสาวะครั้งแรกที่ประมาณ 150 – 200 มิลลิลิตร ดังนั้นในภาวะปกติคนเราจะมีจำนวนครั้งในการปัสสาวะมากที่สุดไม่เกิน 8 ครั้งต่อวัน ทั้งนี้อาจจะมีจำนวนครั้งน้อยกว่าหรือมากกว่านี้ได้ในบางวัน    

วิธีเช็กอาการปัสสาวะบ่อยด้วยตัวเอง (การทำ FVC)  ที่นิยมในปัจจุบัน คือการจดบันทึกปริมาณการดื่มน้ำและปริมาณน้ำปัสสาวะ หรือเรียกว่า Frequency-Volume Chart (FVC) เป็นวิธีการที่ผู้ป่วยสามารถทำได้เองก่อนการมาพบแพทย์ เนื่องจากทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และราคาถูก อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการหลงลืมเมื่อได้รับการซักประวัติจากแพทย์ ผู้ป่วยจะต้องทำการจดบันทึกเวลาและปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละครั้ง ร่วมกับการจดบันทึกเวลาที่ปัสสาวะและปริมาณน้ำปัสสาวะที่ออกมาในแต่ละครั้ง ติดต่อกัน 24 ชั่วโมง จำนวนอย่างน้อย 3 รอบ โดยสุ่มวันในแต่ละสัปดาห์

 หากชอบรับประทานอาหารประเภทที่มีน้ำมากเช่น น้ำแกง ก๋วยเตี๋ยว แนะนำให้จดแค่ชนิดของอาหารในวันนั้น ๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องตวงปริมาณน้ำจากอาหาร นอกจากนี้ อาจจะสามารถจดข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ตัวอย่างเช่น มีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในช่วงเวลาใด 

                สาเหตุของอาการปัสสาวะบ่อย  คือ 1.  การดื่มน้ำหรือของเหลวต่าง ๆ (ไม่รวมอาหาร) มากกว่าปกติ ค่าปกติอยู่ที่ประมาณ 30 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน (30 ml/kg/day) มีโรคประจำตัวที่ทำให้มีการขับน้ำปัสสาวะมากกว่าปกติ เช่น โรคเบาจืด โรคเบาหวาน โรคไต ยารักษาโรคประจำตัว เช่น ยาขับปัสสาวะ ยารักษาโรคเบาหวานบางกลุ่ม

2. ความจุของกระเพาะปัสสาวะลดลง โรคของอวัยวะอื่น ๆ ในอุ้งเชิงกราน เช่น เนื้องอกมดลูก เนื้องอกลำไส้ใหญ่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มดลูกและกระบังลมหย่อน กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน จากการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ จากความรู้สึกของกระเพาะปัสสาวะไว จากกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ หรือจากระบบประสาทควบคุมการปัสสาวะทั้งสมองและไขสันหลัง ขนาดกระเพาะปัสสาวะหดเล็กจากการฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือจากการอักเสบเรื้อรัง

พื้นที่ภายในกระเพาะปัสสาวะหายไป เช่น ปัสสาวะเหลือค้าง นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ ความผิดปกติของทางออกและท่อปัสสาวะ เช่น ท่อปัสสาวะตีบ ต่อมลูกหมากโต หูรูดท่อปัสสาวะหลวม

3. สภาพอากาศ สภาวะแวดล้อม และสภาพจิตใจ  สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อยนั้นมีมากมาย และเกิดจากหลากหลายสาเหตุร่วมกัน ผู้ป่วยสามารถเก็บข้อมูลการดื่มน้ำและการปัสสาวะก่อนมาพบแพทย์ จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุดและช่วยให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยจนพบสาเหตุหลักที่แท้จริง ทำให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ข้อมูลจาก : รศ.นพ.ภควัฒน์ ระมาตร์  จากเวบไซด์โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์