สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ย้ำเตือนถึงความเปราะบางของประเทศต่อภัยพิบัติทางน้ำ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานระดับโลกที่ระบุว่า “อุทกภัยและสภาพอากาศสุดขั้ว” คือความเสี่ยงสูงสุดประการหนึ่งของโลกในปัจจุบัน การมองหาทางออกอย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นวาระเร่งด่วนที่เราต้องกลับมาตั้งคำถามถึงแนวทางการทำงาของรัฐบาล ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

เมื่อเกิดปัญหา “น้ำท่วม” ขึ้นมา หลายๆประเทศต่างจับตาไปที่ “เนเธอร์แลนด์” ประเทศที่ดินแดนกว่า 60% เสี่ยงน้ำท่วม แต่กลับประสบความสำเร็จในการพลิกโฉมการจัดการน้ำ จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” ด้วยโครงสร้างขนาดใหญ่ (Delta Works) มาสู่ปรัชญา “อยู่ร่วมกับน้ำ” ผ่านยุทธศาสตร์ที่เรียกกันว่า “Room for the River” (เปิดพื้นที่ให้แม่น้ำ)

ภาพจาก engines

จากโศกนาฏกรรม 1953 สู่ต้นแบบโลก

ย้อนกลับไปในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1953 มหาอุทกภัยทะเลเหนือได้คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,836 รายในเนเธอร์แลนด์ เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เผยให้เห็นถึงความล้มเหลวของการละเลยโครงสร้างพื้นฐานและระบบเตือนภัยที่ล้าสมัย ภัยพิบัติครั้งนั้นนำไปสู่การทุ่มงบประมาณและเวลาสร้าง โครงการ Delta Works ซึ่งเป็นการสร้างเขื่อนป้องกันคลื่นพายุยักษ์ยาวกว่า 40 ปี (1954-1997) เพื่อให้ประเทศ “เอาชนะทะเล” ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ภาพจาก engines

พลิกความคิด “อยู่ร่วมกับน้ำ”

แม้จะป้องกันน้ำทะเลได้สำเร็จ แต่ในช่วงปี 1993 และ 1995 แม่น้ำสายหลักอย่างไรน์และเมิวส์กลับเกิดน้ำท่วมใหญ่จนต้องอพยพคนกว่า 250,000 คน นี่คือจุดที่นำไปสู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ
โครงการ Room for the River (เริ่มต้นปี 2007) แทนที่จะสร้างคันกั้นน้ำให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ พวกเขาตัดสินใจ “ขยับแนวเขื่อน” ให้ห่างจากตลิ่ง เพื่อขยายพื้นที่ทุ่งรับน้ำ (Floodplain)

วิธีการคือ ขุดลอกพื้นที่, สร้างร่องน้ำผันน้ำธรรมชาติ, และออกแบบให้พื้นที่รับน้ำเหล่านี้กลายเป็นสวนสาธารณะในยามปกติ การทำเช่นนี้เป็นการผสมผสานวิศวกรรมเข้ากับธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ทำให้การป้องกันน้ำท่วมได้รับการยอมรับจากประชาชนและสร้างพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น

โมเดลความปลอดภัย 3 ชั้น

เนเธอร์แลนด์ได้พัฒนายุทธศาสตร์ไปสู่ “ความปลอดภัยหลายชั้น” (Multi-layer Safety) ซึ่งเป็นแนวทางแบบองค์รวม 3 ระดับ
ชั้นที่ 1 การป้องกัน (Prevention): เขื่อนและระบบระบายน้ำยังคงสำคัญ
ชั้นที่ 2 ผังเมืองรับน้ำ (Spatial Planning): กำหนดโซนนิ่งห้ามสร้างอาคารถาวรในทางน้ำหลาก และส่งเสริมการสร้าง “บ้านลอยน้ำ” (Floating Houses) ที่ทนต่อน้ำท่วม
ชั้นที่ 3 การเตรียมพร้อมรับเหตุ (Emergency Response): ระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพและแผนอพยพที่ชัดเจน

เทคโนโลยีและยุทธศาสตร์การจัดการน้ำท่วมทั่วโลก

นานาประเทศได้พัฒนานวัตกรรมที่น่าสนใจเพื่อรับมือกับความเสี่ยงน้ำท่วมที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนี้

ภาพจาก wikipedia

-ออสเตรีย
คลองผันน้ำ New Danube คลองยาว 21 กิโลเมตรที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นช่องทางระบายน้ำสำรองคู่ขนานไปกับแม่น้ำดานูบ โดยจะเปิดรับน้ำเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักสูงเกินเกณฑ์

ภาพจาก xinhuathai

-จีน
เมืองฟองน้ำ (Sponge City) แนวคิดที่ทำให้เมืองสามารถดูดซับน้ำได้เหมือนฟองน้ำ ผ่านการใช้ทางเท้าพรุน, พื้นที่ชุ่มน้ำ, และพื้นที่สีเขียว เพื่อชะลอน้ำท่วมและเก็บน้ำไว้ใช้

ภาพจาก theguardian

-เนเธอร์แลนด์
บ้านลอยน้ำ (Floating Houses): อาคารที่สร้างบนทุ่นลอยน้ำ สามารถลอยขึ้นลงตามระดับน้ำได้ พร้อมระบบพลังงานยั่งยืน เช่น โซลาร์เซลล์

ภาพจาก stateofgreen

-เดนมาร์ก
ผนังสีเขียว (Green Climate Screen) ผนังอาคารที่บุด้วยใยมินรัลวูล ช่วยรับน้ำฝนจากรางน้ำ ส่วนหนึ่งจะระเหยไปและส่วนที่เหลือจะไหลลงสู่ที่เก็บกัก ช่วยลดภาระระบบระบายน้ำ

ภาพจาก expedia

-สหรัฐอเมริกา (เท็กซัส)
AI และภาพถ่ายดาวเทียม นักวิจัยใช้ AI ประมวลผลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อสร้างแผนที่น้ำท่วมความละเอียดสูง ซึ่งมีความแม่นยำเพิ่มขึ้น 10%

ภาพจาก sites.research.google

-ทั่วโลก
Google Flood Hub แพลตฟอร์มแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้า 7 วัน ครอบคลุมกว่า 80 ประเทศและอัปเดตข้อมูลกว่า 1,800 จุดทั่วโลก

กรอบยุทธศาสตร์ระดับชาติ

นอกจากเทคโนโลยีเฉพาะจุดแล้ว ยังการมีกรอบยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน อีก 2 ประเทศก็น่าสนใจไม่แพ้กัน..

-สหราชอาณาจักร
ใช้ยุทธศาสตร์แห่งชาติ “การจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่ง (FCERM)” ซึ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานท้องถิ่น โดยเปลี่ยนจากการ “กันน้ำออก” มาสู่การ “อยู่กับน้ำอย่างปลอดภัย” ผ่านแนวทางรับมือตามธรรมชาติ (Nature-based Solutions) และมองการป้องกันน้ำท่วมเป็น “การลงทุนด้านความมั่นคงสาธารณะ” โดยรัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณเป็น 5.2 พันล้านปอนด์ในช่วงปี 2021-2027

-ญี่ปุ่น
ใช้ระบบการตัดสินใจแบบกระจายอำนาจ โดยรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางทำงานภายใต้กรอบเดียวกัน มีจุดเด่นที่ระบบเตือนภัยล่วงหน้าประสิทธิภาพสูงอย่าง J-Alert ซึ่งสามารถลดความเสียหายได้ถึง 30% หากแจ้งเตือนล่วงหน้า 24 ชั่วโมง และมีการให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการให้ความรู้และจัดฝึกซ้อมรับมือภัยพิบัติแก่ประชาชน..