เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้เกิด เหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 60 ปีของฮ่องกง ที่โครงการที่พักอาศัย Wang Fuk Court ในเขตไท่โป ซึ่งเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติภัย แต่คือโศกนาฏกรรมที่เปิดโปงความประมาทเลินเล่อร้ายแรงในภาคการก่อสร้างและการจัดการความปลอดภัยของเมืองที่เคยได้ชื่อว่าเข้มงวดแห่งนี้!

เพลิงนรก “ระดับ 5” ที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์

เหตุเพลิงไหม้ซึ่งเริ่มต้นเมื่อเวลา 14.51 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ โครงการ Wang Fuk Court ซึ่งประกอบด้วยอาคารสูงถึง 8 หลัง ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทางการต้องยกระดับการเตือนภัยเป็น “สถานการณ์เพลิงไหม้ ระดับ 5” ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ในเวลา 18.22 น. นับเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปีที่ฮ่องกงต้องเผชิญกับภัยพิบัติในระดับนี้

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตผู้คนอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ โดยมียอดผู้ประสบภัยดังนี้
-ผู้เสียชีวิต อย่างน้อย 44 ราย (รวมถึงเจ้าหน้าที่ดับเพลิง)
-ผู้สูญหาย 279 ราย ซึ่งยังอยู่ระหว่างการค้นหาและติดตามอย่างเร่งด่วน
-ผู้บาดเจ็บวิกฤติ 45 ราย ที่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายกับอาคาร 7 ใน 8 หลังของโครงการได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง รวมไปถึงประชาชนราว 900 คนต้องอพยพออกจากบ้านและเข้าพักพิงในศูนย์พักพิงชั่วคราว 8 แห่งที่จัดตั้งขึ้นเป็นการฉุกเฉิน ขณะที่ถนนสายหลักและโรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่ต้องปิดทำการ สร้างผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนในวงกว้าง

สาเหตุและชนวนไฟลามทุ่ง

ในการสืบสวนเบื้องต้นชี้ชัดว่า มีปัจจัยสำคัญสองประเด็นที่ทำให้เหตุการณ์นี้บานปลายกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งทั้งสองประเด็นล้วนเกี่ยวพันกับการ “ปรับปรุงอาคาร” และ “ความประมาทเลินเล่อ”

1.วัสดุก่อสร้างที่กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี
-นั่งร้านไม้ไผ่ (Bamboo Scaffolding) เนื่องจากอาคารที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงถูกห่อหุ้มด้วยนั่งร้านไม้ไผ่ ซึ่งเป็นวัสดุที่ติดไฟง่ายมาก ทำให้ไฟสามารถลุกลามจากจุดกำเนิดไปยังส่วนอื่นๆ ของอาคารและอาคารข้างเคียงได้อย่างรวดเร็วและควบคุมไม่ได้ การใช้นั่งร้านไม้ไผ่นี้ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงด้านความปลอดภัยในฮ่องกงมาอย่างยาวนาน
-วัสดุไวไฟภายนอก เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า มีการใช้วัสดุก่อสร้างภายนอกอาคารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย เช่น ตาข่ายป้องกัน และที่สำคัญคือ แผ่นโฟมโพลีสไตรีน (Styrofoam) ที่พบว่าถูกใช้ปิดกั้นหน้าต่าง ทำให้เกิดเป็นกับดักไฟและกลุ่มควันพิษที่รุนแรง คล้ายกับกรณีเหตุการณ์ Grenfell Tower ในกรุงลอนดอนปี 2017

2.ความประมาทเลินเล่อที่ไม่อาจให้อภัย
ขณะที่ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ต้นเพลิงถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมาจาก “ก้นบุหรี่ของคนงานก่อสร้าง” ที่ทิ้งอย่างไม่ระมัดระวัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้อยู่อาศัยเคยร้องเรียนมาก่อน นอกจากนี้ ยังมีพยานหลายรายให้การว่า ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนอัคคีภัยในช่วงแรกของเหตุการณ์ และมีรายงานที่น่าตกใจว่าสัญญาณเตือนบางจุดอาจถูกปิดไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าออกของคนงาน

มาตรการเอาผิด!

หลังเหตุการณ์ ทางการฮ่องกงได้ระดมสรรพกำลังครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อรับมือ โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 800 นาย และรถดับเพลิง 128 คัน เข้าร่วมปฏิบัติการ ซึ่งต้องเผชิญกับความร้อนจัดและเศษซากนั่งร้านที่พังถล่ม แต่สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของรัฐบาลฮ่องกงคือการเร่งดำเนินการทางกฎหมายโดยทันที โดยตำรวจได้จับกุมชาย 3 คน อายุระหว่าง 52-68 ปี ซึ่งเป็น กรรมการบริษัทรับเหมาก่อสร้าง 2 ราย และ ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม 1 ราย ในข้อหา “ประมาทจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” หรือ “ฆ่าคนโดยไม่เจตนา”

โฆษกตำรวจระบุอย่างหนักแน่นว่า มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าผู้รับผิดชอบในบริษัทดังกล่าว ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้และส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

ปฏิกิริยาจากผู้นำสูงสุด
-นายจอห์น ลี (John Lee) ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ได้สั่งการให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่
-ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้แสดงความเสียใจและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายพยายามลดความสูญเสีย

“ไฟไหม้ฮ่องกง” ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งบทเรียนราคาแพงที่ฮ่องกงต้องจารึก.. มันคือกระจกสะท้อนว่า แม้แต่เมืองที่เจริญแล้ว ก็อาจมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรง ซึ่งเกิดจากความประมาท การดำเนินคดีทางกฎหมายครั้งนี้จึงเป็นความหวังเดียวที่ผู้สูญเสียจะได้รับความเป็นธรรม.. และจากการเอาผิดจากสิ่งที่เกิดขึ้นนี่เอง กลับเป็นอีกหนึ่งแรงสะท้อน ว่าประเทศไทยเราต้องกลับมาทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างทั้งหมดนี้ เพื่อไม่ให้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบลอยนวล และคืนความเป็นธรรมให้ครอบครัวผู้สูญเสียได้จริงหรือไม่?..

ขอบคุณภาพจาก AFP