มวลน้ำมหาศาลใน อ.หาดใหญ่ ทยอยลดปริมาณลง ประชาชนส่วนหนึ่ง กลับเข้าไปทำความสะอาดบ้านเรือน เผชิญกับความเสียหายอย่างเจ็บปวด ทั้งบ้านพัง ข้าวของในบ้านเสียหาย รถยนต์น้ำเข้า ธุรกิจเสียหาย ขณะที่บางครอบครัวโชคร้ายสูญเสียสมาชิกในบ้าน ยากที่จะทำใจ ในภัยพิบัติหลายๆครั้ง เรามักได้ยินคำพูดจากคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ว่า “โชคดีที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่” คำพูดเหล่านี้เพื่อจะสื่อสารให้ผู้ประสบภัยพิบัติมีกำลังใจเพื่อจะเดินต่อไปข้างหน้า แต่ในความเป็นจริงหลายคนยากจะทำใจ หดหู่ใจจนไม่อยากทำอะไร

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ วิวัฒนาพันธุวงศ์ อาจารย์ประจำวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ และหัวหน้าหน่วยวิจัยทางจิตวิทยาด้านภัยพิบัติและสุขภาวะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำแนะนำในการฟื้นฟูจิตใจของประชาชนที่ต้องประสบพบเจอภัยพิบัติ โดยประเมินจิตใจของผู้ประสบภาวะภัยพิบัติไว้ 3 ช่วงดังนี้ 1. ช่วงแรก 2. ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 3.ช่วงที่สถานการณ์คลี่คลายลง

**ช่วงวิกฤติ ตอบสนองความเครียดเพื่อการเอาตัวรอด
ในช่วงแรกที่ภัยพิบัติกำลังเกิดขึ้น ผู้ประสบภัยจะมีความเครียดสูงมาก เนื่องจากต้องเผชิญกับปัญหามากมายที่ต้องแก้ไข ข้อมูลและทรัพยากรไม่เพียงพอ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เราตื่นตัว (alert) เพื่อเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อภัยอันตราย เช่น พร้อมวิ่ง พร้อมหลบ เพื่อให้ตนเองและคนรอบข้างเกิดความปลอดภัย ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความเครียดแบบหนึ่ง ความเครียดจะกระตุ้นให้เราวิ่งเร็วขึ้นและตอบโต้ภัยได้เร็วขึ้น หากเป็นสถานการณ์ที่ใช้เวลานาน เช่น อุทกภัย ความเครียดจะทิ้งร่องรอยไว้ในรูปแบบของความตึงเครียดและความอ่อนล้า ความตึงในใจ เนื่องจากเหตุการณ์ยังไม่คลี่คลาย
เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงและเริ่มไปในทางที่ดีขึ้น ร่างกายก็ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่โหมดตื่นตัวแล้ว ความเครียดที่สะสมไว้จะเริ่มแสดงออกมาในลักษณะของความอ่อนล้า หรือความท้อแท้สิ้นหวัง ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าในช่วงวิกฤตเราอาจจะเคยท้อแท้แต่ก็ต้องสู้เพื่อความอยู่รอด ดังนั้น ความรู้สึกที่เกี่ยวกับการมองย้อนหลัง เช่น ความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจ จะเกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์เบาบางลง หรือในช่วงหลังเกิดเหตุการณ์
“หากความเครียดหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติ มาจากความเหนื่อยล้าจริงๆ การได้พักผ่อนสัก 2-3 วัน และการได้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันเหมือนเดิม ถือเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้ร่างกายส่งสัญญาณบอกตัวเองว่ากลับมาเป็นปกติแล้ว และจะค่อยๆ ปรับตัวไปเองตามสัญชาตญาณของมนุษย์โดยที่ไม่ต้องมีการรักษาหรือเยียวยา”

**คิดเรื่องอนาคตเกินไปอาจไม่นอนหลับ
รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวว่า ใจที่ฟื้นฟูได้ต้องเป็นใจที่ Healthy ประมาณหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดในวันที่น้ำเริ่มลด คือการกลับมาดูว่าตัวเราเองในวันนี้และโมเมนต์ต่อ ๆ ไปนั้นโอเคหรือไม่
ผ่อนภาระทางความคิด การกังวลถึงอนาคตอันไกลมากเกินไปจะทำให้เราเพิ่มภาระให้กับหัวใจโดยไม่จำเป็น ต้องถามตัวเองว่า “คืนนี้นอนหลับได้ไหม” เพราะการคิดถึงอนาคตมากเกินไปอาจทำให้เรานอนไม่หลับ และส่งผลกระทบให้เราตื่นมาไม่สดชื่น
เข้าใจว่าสมองไม่แล่นเป็นเรื่องปกติ ในสถานการณ์สะเทือนใจเช่นนี้ กระบวนการคิดของเราจะไม่สามารถทำงานได้เต็ม 100% การที่เราคิดไม่ออก ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรก่อน เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้
เตรียมความพร้อมทางกายและใจ การฟื้นฟูจะเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายพร้อม โดยต้องให้เวลาตัวเองได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ, รับประทานอาหารที่มีคุณค่า, ได้พูดคุยกับคนใกล้ตัวที่เราผูกพัน และผ่อนคลายทางอารมณ์ การได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้ร่างกายส่งสัญญาณบอกตัวเองว่า “ฉันกลับมาเป็นปกติแล้วนะ” และจะปรับตัวไปเองโดยสัญชาตญาณ.

** สัญญาณทางใจ ผ่าน2สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้นอาจต้องใช้ยาช่วย
หากเวลาผ่านไปสัก 1 อาทิตย์ และร่างกายยังไม่ฟื้นฟูหรือยังคงไม่หาย เช่น ยังคงเครียดหรือนอนไม่หลับ แสดงว่าการเยียวยาด้วยตนเองไม่เพียงพอ โดยปกติแล้ว มีการใช้การบำบัดทางด้านจิตใจเพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติได้ ควรสังเกตอาการตัวเองประมาณ 2-3 อาทิตย์ หากอาการยังซึมหรือความกังวลในใจยังไม่คลาย ก็อาจจะต้องเริ่มหาความช่วยเหลือ
อาจเริ่มต้นจากการเข้ารับบริการทางจิตวิทยาหรือสุขภาพจิตทั่วไปก่อนในขั้นแรก เพื่อพูดคุยและผ่อนคลายความกังวล หากความรู้สึกนั้นมีความเข้มข้นและใช้เวลาแล้วไม่คลาย อาจจะต้องมีการใช้ยาร่วมด้วย หรือมีกระบวนการหลายอย่างเข้ามาจัดการ ซึ่งอาจจะต้องมีการส่งต่อไปยังนักจิตวิทยาคลินิกหรือจิตแพทย์
“การพบจิตแพทย์เพื่อบริหารจัดการอารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติในต่างประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ที่มีอาการป่วยเท่านั้น เพราะถึงแม้เราจะมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่สุขภาพจิตของมนุษย์ก็อาจไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ที่ซับซ้อนในชีวิตประจำวันได้ตลอด”

**ถอดบทเรียน “ญี่ปุ่น”รับมือภัยพิบัติกระทบจิตใจอย่างไร
รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ยังได้ถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากการทำงานด้านจิตวิทยากับภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประสบภัยพิบัติบ่อยครั้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงอาจไม่ได้กลายเป็นความสะเทือนใจ ( Trauma) เท่ากับประเทศที่ประสบเหตุน้อยกว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ชาวญี่ปุ่นมักจะรู้แล้วว่าตนเองจะต้องทำอะไรต่อไป ด้วยเหตุนี้ ช่วงวิกฤต ของพวกเขาจึงค่อนข้างสั้น และมีการจัดการที่ดี ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤต ที่ประเทศญี่ปุ่น ผู้ที่มีอาการทางจิตใจมากจะได้รับการแยกออกมาและถูกส่งต่อไปอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญระดับสูง เช่น แพทย์หรือพยาบาลของโรงพยาบาล ส่วนผู้ที่มีอาการในระดับกลาง ๆ จะมีระบบในการดูแลเฝ้าระวัง
“คนญี่ปุ่นไม่ได้เก่งตั้งแต่เกิด ในการรับมือกับภัยพิบัติ พวกเขาเก่งขึ้นเพราะได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นและได้เผชิญกับเหตุการณ์มามากการเรียนรู้จากภัยพิบัติทำให้ญี่ปุ่นมีการปรับปรุงและเตรียมพร้อมมากขึ้น ปัญหาด้านสุขภาพจิตในญี่ปุ่นมักจะเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ หนึ่งถึงสองปีหลังเหตุการณ์ ปัญหานี้จะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในวงกว้างในช่วงที่ การฟื้นฟูและการสร้างเมืองใหม่ สาเหตุหนึ่งคือในช่วงนั้น การสนับสนุนจากภาครัฐอาจขาดหายไป หรือมีบางอย่างที่จำเป็นต้องสร้างแต่ยังไม่เสร็จสิ้น” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว
หากจะถอดบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่น ในการรับมือภัยพิบัติ สำหรับชาวหาดใหญ่ เท่าที่ดูข่าวมีบางบ้านที่ติดตั้งลูกกรงเหล็กดัดชั้น2 อย่างแน่นหนาจนเกิดเหตุฉุกเฉินออกจากบ้านไม่ได้ ดังนั้นอาจต้องมีการเปิดช่องทางออกไว้ ในอนาคตหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น รวมทั้งเตรียมตัวด้านอื่นๆด้วย
โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คนไทยอาจต้องเจอภัยพิบัติซ้ำๆไม่ว่า น้ำท่วมรุนแรง ดินถล่ม หรือแม้แต่แผ่นดินไหว มาตรการรับมือทางจิตใจที่บอบช้ำจากภัยพิบัติ ต้องเตรียมการไว้เช่นเดียวกับการรับมือทางกายภาพอื่นๆ



