เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถี และเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ร่วมกันจัดงานเปิดตัวเทศกาลชีวิตที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกเพศ เพื่อชวนให้สังคมไทยมองเห็นว่าความปลอดภัยคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและผลักดันให้เกิดระบบช่วยเหลือผู้เผชิญความรุนแรงที่เข้มแข็ง เท่าเทียม และเป็นธรรมสำหรับทุกคน

โดยมีกิจกรรมโซโลทอล์กในหัวข้อ “เพื่อสังคมที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกคน” ผู้ร่วมในกิจกรรมประกอบด้วย น.ส. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ประจําคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น.ส.ลินินา พุทธิธาร (อาบัน สามัญชน) ผู้ก่อตั้ง Safe Zone Thailand เพื่อยุติความรุนแรง บุ๊คกิ้ง Miss Fabulous Thailand Northeastern 2024 นักแสดงและพิธีกรอิสระตัวแทนจากเครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี่ เพื่อความเท่าเทียม (TransEqual), และ น.ส.จิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา

น.ส.ชลิดาภรณ์ กล่าวว่า ความรุนแรงไม่จำกัดเพียงการกระทำทางกาย แต่รวมถึงคำพูดหรือพฤติกรรมที่มีเจตนาทำร้าย ส่งผลต่อจิตใจและคุณค่าของผู้ถูกกระทำ แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ถือเป็นความรุนแรงเต็มรูปแบบ กรอบวัฒนธรรมและกฎเกณฑ์ทางสังคมหลายอย่างทำหน้าที่เสมือนกรง  ทั้งจัดระเบียบโลกและจำกัดโอกาสของผู้คน โดยเฉพาะกรอบสองเพศสภาพและอุดมการณ์รักต่างเพศที่ตัดสินว่าความสัมพันธ์ที่ถูกต้องต้องเป็นระหว่างชาย-หญิงเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ผู้ที่อยู่นอกกรอบถูกตัดสินว่าผิดปกติ แต่ยังจำกัดความฝันและการมองเห็นคุณค่าของตัวเอง

น.ส.ชลิดาภรณ์ กล่าวว่า ทั้งนี้การสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเป็นธรรม ต้องเริ่มจากการตั้งคำถามต่อระบบความหมายและกติกาที่ฝังรากลึก รวมถึงการมองย้อนตัวเอง ไม่ปล่อยให้ติดอยู่ในบทบาทเหยื่อ จนลืมตรวจสอบว่าตนเองอาจเคยรังแกผู้อื่นด้วยกรอบเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เมื่อสังคมยอมรับว่าโครงสร้างความรุนแรง ความเหลื่อมล้ำ และอคติทางเพศเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และมนุษย์สามารถร่วมกันเปลี่ยนมันได้

ด้าน น.ส. ลินินา กล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบสุขภาพจิตไทย ว่าพื้นที่ที่ควรเป็นเขตปลอดภัย กลับกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงสำหรับผู้รับบริการ โดยเฉพาะผู้มีภาวะซึมเศร้าหรือเปราะบางทางจิตใจ หลายกรณีเริ่มจากการบำบัดปกติ แต่มีนักจิตวิทยาหรือนักบำบัดบางรายก้าวล้ำ เช่น ชักชวนพบกันนอกเวลาบำบัด อ้างการแตะเนื้อต้องตัวเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา หรือสร้างความพึ่งพิงกับผู้บำบัดเพียงคนเดียว จนนำไปสู่การละเมิดทั้งด้านการเงิน อารมณ์ และความสัมพันธ์เชิงชู้สาว ผู้ถูกละเมิดมักไม่กล้าพูด เพราะสังคมไทยยังตีตราความเจ็บป่วยทางจิต จากประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งตนใช้เวลายาวนานกว่า 5 ปีเยียวยาตัวเอง และตัดสินใจผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างร่วมกับนักกฎหมาย นักสิทธิ และเครือข่ายเพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมาย

น.ส.ลินินา กล่าวว่า  โดยยื่นข้อเรียกร้องสำคัญคือนักจิตวิทยาและนักบำบัดต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ใบประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 กำหนดจริยธรรมวิชาชีพให้เข้มงวด ห้ามความสัมพันธ์เชิงชู้สาว จัดตั้งสภากลางสหวิชาชีพด้านสุขภาพจิต มีตัวแทนภาคประชาชนร่วมกำกับการออกมาพูดครั้งนี้ไม่ใช่ดรามา แต่เพื่อสร้างระบบที่ปลอดภัยจริง และสังคมควรเริ่มจากการฟังสัญญาณอันตรายเล็ก ๆ ที่อาจช่วยชีวิตใครบางคนไว้ได้

ด้านจิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถี กล่าวถึงความซับซ้อนของการสร้างความปลอดภัยทางเพศสภาพในสังคมไทย พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่าเหตุใดชีวิตที่ปลอดภัยจึงยังเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยากสำหรับคนจำนวนมาก แม้บางคนจะสามารถซื้อความปลอดภัยได้ด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ แต่สำหรับคนอีกจำนวนมาก ความไม่ปลอดภัยกลายเป็นชะตากรรมที่ต้องอยู่กับความหวาดระแวง กังวล และไม่มีภาษาที่จะอธิบายความรู้สึกของตนเองได้ด้วยซ้ำ  คนจำนวนมากยังไม่มีแม้กระทั่งพื้นที่จะยอมรับว่าตนเองรู้สึกไม่ปลอดภัย และสิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกลุ่มที่มีอำนาจจำกัดในการตั้งคำถามถึงคุณภาพชีวิตของตนเอง

นายกสมาคมเพศวิถี กล่าวว่า  การเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้านความเป็นธรรมทางเพศเป็นเรื่องซับซ้อนมากและไม่อาจหวังพึ่งกฎหมายหรือนโยบายเพียงอย่างเดียวได้ สิ่งสำคัญที่สุดกลับอยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เป็นเจ้าของปัญหามีโอกาสได้พูด ได้สื่อสาร และได้รับการมองเห็น โดยไม่ผลักภาระความกล้าหาญไว้บนไหล่ของผู้ประสบปัญหาเพียงลำพัง สังคมไทยยังขาดการลงทุนด้านระบบคุ้มครองและสนับสนุนผู้เผชิญความรุนแรง ทั้งระบบให้คำปรึกษาที่เข้าถึงได้ การดูแลในชุมชน และโครงสร้างที่ทำให้ผู้ประสบปัญหามั่นใจว่าตนจะได้รับการช่วยเหลือจริง ไม่ใช่เพียงแค่งานรณรงค์หรือกิจกรรมเชิงอีเวนท์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว  ทั้งนี้การสร้างระบบการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้ผู้ที่เข้าใจปัญหาสามารถทำงานได้อย่างมีพลังและต่อเนื่อง