ห้องลับ สิ่งอำนวยความสะดวก และสิทธิพิเศษ ที่ไม่ควรได้รับขณะต้องโทษ ของผู้ต้องขังต่างชาติทุนเทา สะท้อนข้อสงสัยปัญหาการตรวจสอบ ความบกพร่องเจ้าหน้าที่ ไปจนถึงผลประโยชน์ที่ก่อเกิดเป็นขบวนการ 

เรารู้มานาน แต่ครั้งนี้หนักสุด เพราะจีนเทาเงินหนา

“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามมุมมองต่อสถานการณ์สั่นสะเทือนกรมราชทัณฑ์ กับ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่รุนแรงที่สุด เพราะ “ทุนจีนเทา” มีศักยภาพทางการเงินสูงกว่า “มาเฟีย” หรือ “ผู้มีอิทธิพล” ในไทยแบบเดิม ๆ ทำให้สามารถซื้อความสะดวกและเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่บางกลุ่มจัดระบบรองรับได้

“มันเป็นเรื่องที่เรารู้กันมานานว่ามีอยู่ เพียงแต่คราวนี้มันหนัก เพราะทุนจีนเทาเงินเยอะกว่า และระบบเดิมก็เปิดช่องให้คนบางกลุ่มภายในเอื้อประโยชน์กัน”

พร้อมระบุ กรณีที่เกิดขึ้นในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีลักษณะเป็น “ขบวนการ” ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีมาตรการความมั่นคง ที่ผ่านมาก็เคยได้ยินว่ามีผู้ต้องขังบางคน ทั้งนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล ได้อภิสิทธิ์แบบสบาย มีห้องพิเศษ แต่ก็ไม่เคยมีหลักฐานออกมาเป็นข่าว

แต่ถามว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบคือ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ต้องเกี่ยวข้องแน่ ถึงขั้นนี้ก็ต้องระดับผู้บริหาร กรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถือว่าอุกอาจมาก เพราะปกติเข้าเรือนจำต้องผ่านประตูหลายชั้น แม้แต่ผู้บรรยายที่เข้าไปสอนยังต้องผ่านเหมือนญาติเข้าเยี่ยม

“เคสนางแบบ 2 คน กลับเข้าทางประตูเจ้าหน้าที่ ขึ้นไปถึงห้อง ผบ.เรือนจำ ซึ่งเป็นทางผ่านไปยังห้องที่ใช้พบผู้ต้องขังจีนเทาแบบนี้ ไม่มีทางเกิดขึ้นถ้าผู้บริหารไม่รู้เห็นเป็นใจ และในเคสนี้ผู้บริหารเป็นผู้ร่วมกระทำเอง”

ผศ.ดร.ปริญญา ยังเผยอีกเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย คือ ผู้ต้องขังบางคนอ้างป่วย ทั้งที่ไม่ได้ป่วยจริง เพื่อไปอยู่โรงพยาบาล เพราะสบายกว่า ซึ่งมีมานานแล้ว เช่น ป่วยเบาหวาน ความดัน แต่ไปอยู่โรงพยาบาลเรือนจำยาว หรือกรณีหนักและไม่เคยเกิดมาก่อน คือ กรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้อยู่ห้อง VIP โรงพยาบาลตำรวจ เรื่องนี้ต้องรับรู้กันตั้งแต่ระดับผู้บัญชาการขึ้นไป รวมถึงฝั่งโรงพยาบาลตำรวจ ถือว่าหนักกว่าเคสทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ใช่ตัวกฎหมาย แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมาย อาทิ อ้างว่ากล้องวงจรปิดชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจเสียทั้งชั้น หรือในคดีผู้ต้องขังจีนเทาที่กล้องวงจรปิดถูกลบ แต่กู้กลับมาได้ ซึ่งผิดปกติและส่อเจตนาชัดเจนว่าเป็นการร่วมมือกัน ทำให้เรื่องไม่ถูกต้อง กลายเป็นเรื่องที่ทำได้

ดีที่เจอ…ทำให้รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน   

ผศ.ดร.ปริญญา ให้ความเห็นว่าการตรวจพบครั้งนี้ ควรเป็น “โอกาส” ทำให้เห็นจุดที่เป็นปัญหา เพื่อรักษา หรือตัดทิ้ง ยังเป็นเรื่องดีที่ครั้งนี้ผู้บริหารราชทัณฑ์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น แต่เลือกจะจัดการ

พร้อมมองเป็นเรื่องที่ไม่ควร “โฟกัส” เพียงกรมราชทัณฑ์ แต่ต้องมองทั้งระบบหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่มี “ความเสี่ยง” เรื่องผลประโยชน์เหมือนกัน ไม่ว่าจะตำรวจ ตม. กรมศุลกากร หรือกรมสรรพากร เพราะเมื่อมีอำนาจจับ ผ่อนปรน อำนวยความสะดวก ก็จะมีเงินเข้ามาพัวพัน  

ทั้งนี้ อธิบายความเป็นพื้นที่ปิด ไม่มีใครมองเห็น ทำให้พฤติกรรมผิดปกติเติบโตอย่างเงียบๆ ความโปร่งใสจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเปิดให้หน่วยงานภายนอกและคนซึ่งไม่รับผลประโยชน์เข้ามาตรวจสอบ พร้อมสุ่มตรวจสม่ำเสมอ เพราะหากพื้นที่ใด “สว่าง” สังคมมองเห็น คนก็ไม่กล้าทำผิดและปัญหาจะลดลงเอง

“เรือนจำเป็นพื้นที่ปิด คนภายนอกไม่รู้ว่าเกิดอะไรหลังกำแพง จึงทำให้เรื่องลักษณะนี้สะสมมานาน แต่ครั้งนี้ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์เลือกจะจัดการ ไม่ปกปิด ไม่ช่วยกันเอง ถือว่าเป็นด้านดีของเหตุการณ์ เพราะการจับคนผิดคือการยกระดับระบบ ไม่ใช่การทำลายองค์กร”

ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับวงการพระ วงการตำรวจ วงการนักการเมือง เมื่อพบผู้กระทำผิดก็ต้องเอาออก สึกออก ปาราชิกออก ไม่ให้ระบบปกป้องกันเอง หากทำแบบนี้สม่ำเสมอ คนรุ่นหลังจะไม่กล้าทำผิดตาม

ผศ.ดร.ปริญญา เสนอแนวทางแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มตั้งแต่ระดับเรือนจำ ผู้บริหารทำระบบโปร่งใส ไม่มีการรับเงินแลกอภิสิทธิ์ และระดับกรมราชทัณฑ์ต้องตรวจสอบผู้บริหารเรือนจำสม่ำเสมอ ใครทำผิด ผู้คุม ผู้บริหาร ตำรวจ นักการเมือง ก็ต้องออกจากระบบทั้งหมด มองให้วิกฤติที่เป็นโอกาส แบบที่รู้ว่าร่างกายป่วยแล้วพบว่าเชื้อโรคอยู่ตรงไหน ก็ต้องรักษาจุดนั้นให้หมดไป เพื่อให้ระบบดีขึ้นจริง                

หน่วยนอกตรวจสอบ-หน่วยในขยันสแกน

ระบบปิดมาก จะกลายเป็นเปิดช่องให้ทุจริต ในส่วนของเรือนจำต้องสุ่มตรวจ และทำให้สม่ำเสมอ ต้องไม่ให้รู้ล่วงหน้า หากบอกพรุ่งนี้ตรวจ วันนี้ก็จะมีไลน์แจ้งกัน คนทำผิดก็ปกปิดได้ทัน พร้อมตั้งข้อสังเกต “ผู้ตรวจราชการ” ที่ปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่จริงแต่กลายเป็นภาระที่ต้องเลี้ยงดูปูเสื่อเมื่อลงตรวจ จึงไม่เกิดผล ดังนั้น ควรต้องทำระบบใหม่ทั้งหมดและต้องประเมินผลจริงจัง 

ยกตัวอย่าง เครื่องมือสำคัญที่เห็นผลจริง คือ โมเดล คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) ที่มีมติลงโทษทางวินัยอดีต ผบ.ตร. และตำรวจจำนวนมาก ก.ร.ตร. มี “ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก” ทำให้การตรวจสอบโปร่งใสขึ้น

“ถ้าเรือนจำแต่ละแห่งตั้งคณะกรรมการที่มีชุมชนและบุคคลภายนอกเข้าไปตรวจสอบได้ จะโกงไม่ได้อีก นี่คือวิธีการเดียวกัน”

เป็นอีกเสียงสะท้อนภาพความเป็นจริงพร้อมชี้ช่องทางออก ที่เชื่อว่าบางเหตุการณ์ บางปัญหา ควรปล่อยให้เกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียว เพราะหากซ้ำซากจะกลายเป็นภาพความล้มเหลวทั้งระบบ.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน