เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ศูนย์ราชการฯ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายณัฐพล โตวิจักษ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน นายเดชรัต สุขกำเนิด ผอ.นโยบายพรรคประชาชน และนายนิธิกร บุญยกุลเจริญ นักนโยบายดิจิทัล พรรคประชาชน เข้าหารือกับคณะผู้บริหารจิสด้า เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและข้อมูลดาวเทียมเพื่อการช่วยเหลือประชาชน ในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ล่าสุด และการบริหารจัดการภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โดยนายณัฐพงษ์และคณะ ได้ร่วมรับฟังการบรรยายจากคณะผู้บริหารจิสด้าพร้อมแลกเปลี่ยนซักถามข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ พร้อมข้อเสนอที่สามารถนำไปสู่การปรับปรุงการใช้ข้อมูลจากจิสด้าและการบริหารจัดการภัยพิบัติในอนาคตให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้
โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่มีการหารือกันในวันนี้ สำหรับกรณีการฟื้นฟูเยียวยา สามารถใช้ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งบ้านจากไปรษณีย์ไทย ผ่าน D/ID เพื่อใช้ประกอบกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่ประมวลผลข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลัง ในการเร่งจ่ายเงินเยียวยา น่าจะสามารถนำไปสู่การระบุพิกัดที่แม่นยำได้ว่าบริเวณไหนได้ผลกระทบบ้าง พร้อมออกแบบการจ่ายเงินเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ ก่อนหน้านี้การเยียวยาภัยพิบัติมักมีปัญหาที่ประชาชนต้องพิสูจน์ว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ ต้องมีการทำประชาคม ต้องให้ผู้ใหญ่บ้านรับรอง กว่าจะได้เงินเยียวยาก็ล่าช้า
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ข้อเสนอของตนคือควรจะมีการแบ่งจ่ายเงินเยียวยาเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเงินเยียวยาพื้นฐาน ที่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติได้รับเท่ากันทุกคนโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ กับอีกส่วนคือการเยียวยาตามที่ได้รับความเสียหายจริง ที่ต้องอาศัยการพิสูจน์ ซึ่งวันนี้ได้มีการหารือว่าจากข้อมูลของจิสด้าการออกแบบเช่นนี้จะพอทำได้หรือไม่ โดยนำข้อมูลภัยพิบัติจริงมาซ้อนทับเลเยอร์ข้อมูลด้านอื่นๆ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าทำได้ และไปรษณีย์ไทยก็สามารถสนับสนุนข้อมูลพิกัด-เลขที่บ้านได้ ในฐานะรัฐวิสาหกิจให้การกำกับดูแลของกระทรวง DE
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่าจากการหารือในวันนี้ ได้ทราบว่าที่ผ่านมาจิสด้ามีการเก็บข้อมูลแผนที่น้ำท่วมมาต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 2543 สิ่งที่ตนได้สอบถามหารือไปคือภาครัฐสามารถนำข้อมูลที่จิสด้ามีอยู่มาประกอบกับข้อมูลระดับความลึก (DEM) ของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในอดีต และข้อมูลปริมาณน้ำฝน เพื่อคาดการณ์ภัยพิบัติล่วงหน้าอย่างแม่นยำและเป็นวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่ คำตอบก็คือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ดังนั้นข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐมีอยู่แล้ว จึงควรใช้ข้อมูลเหล่านี้มาคาดการณ์ได้ ครั้งนี้ข้อมูลบ่งชี้อยู่แล้วว่าปริมาณฝนมากกว่าในอดีต ถ้ามีการทำงานโดยเอาข้อมูลนี้มาประมวลผลล่วงหน้า จะสามารถทำให้ประชาชนเชื่อถือการแจ้งเตือนมากขึ้น ไม่เพียงแต่บอกเพียงระดับน้ำเท่านั้น แต่สามารถประมวลผลร่วมกับข้อมูล Cell Site จากผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ในการประเมินจำนวนผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องสั่งอพยพ/ตกค้างในพื้นที่ ซึ่งข้อดีของการใช้ข้อมูล Cell Site คือ การได้ข้อมูลจำนวนคนจริงที่มีความแม่นยำกว่าการใช้ทะเบียนราษฎร์ และสามารถทราบถึงสัญชาติของชาวต่างชาติที่อยู่ในบริเรณที่เกิดภัยพิบัติจากการเปิด roaming เพื่อใช้ในการส่งต่อข้อมูลประสานงานไปยังสถานทูตประเทศต่าง ๆ ได้อีกด้วย
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า การใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศจาก จิสด้าจะเป็นส่วนสำคัญในการจัดการภัยพิบัติ ทั้งก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ เช่น การฟื้นฟูเยียวยา ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวต่อไปว่า ปัญหาที่สะสมมานานของประเทศไทยคือ เรายังขาดชุดข้อมูลที่มีคุณค่าสูง (High Value Datasets) และเป็นปัจจุบัน เช่น ฐานข้อมูลประชากรที่ต้องใช้ Data การคาดการณ์ประชากรจากแหล่งอื่น ๆ แทนที่จะมีพิกัดอย่างแม่นยำ พร้อมกับข้อมูล GIS ด้านผังเมืองที่ยังไม่อัพเดท เซนเซอร์ภาคพื้นดินที่ใช้วัดปริมาณฝนก็ต้องละเอียดขึ้น ก็จะทำให้สามารถนำวิทยาศาสตร์ มาใช้รับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ดีขึ้น



