หลายพื้นที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์ ส่งผลให้บ้านเรือนจำนวนไม่น้อยยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ แม้ผิวน้ำจะดูนิ่งสงบ ทว่าสถานการณ์ดังกล่าวกำลังแฝงไว้ด้วยความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากกลิ่นเน่าที่รุนแรงขึ้น และเชื้อโรคที่อาจฟุ้งกระจายตามมาเมื่อระดับน้ำเริ่มลดลง ความกังวลของประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และยิ่งตอกย้ำถึงความเร่งด่วนของการฟื้นฟูบ้านเรือนให้ถูกหลักอนามัยสิ่งแวดล้อม
‘ดร.สนธิ คชวัฒน์’ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อธิบายว่า น้ำท่วมที่ต่อเนื่องมาเกือบสองสัปดาห์เริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องมีการดูแลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่ระดับน้ำยังสูงเกิน 0.5 เมตร หากสังเกตว่าสีน้ำเปลี่ยนจากขุ่นขาวเป็นสีน้ำตาลปนดำ และเริ่มมีกลิ่นที่รุนแรง นั่นเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างมาก ทำให้สารอินทรีย์ที่ปะปนอยู่ในน้ำถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ชนิดไม่ใช้ออกซิเจน เกิดเป็นก๊าซมีเทน (Methane), ก๊าซไข่เน่า (Hydrogen Sulfide), และแอมโมเนีย (Ammonia) ซึ่งล้วนเป็นต้นเหตุของน้ำเน่าเสีย หากปล่อยทิ้งไว้นาน น้ำจะมีสีเข้มขึ้นและกลิ่นจะยิ่งทวีความรุนแรงกว่าเดิม
จัดการน้ำเน่าเสียและฟื้นฟูบ้าน
เมื่อเริ่มได้กลิ่นเน่า สิ่งแรกที่ควรทำคือการเก็บขยะและสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ออกจากบ้านให้หมดจด จากนั้นให้เปิดประตูและหน้าต่าง เพื่อให้ลมผ่านและแสงแดดส่องถึงได้มากที่สุด การถ่ายเทอากาศและแสงแดดจะช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ ทำให้กระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดกลิ่นลงได้ในระดับหนึ่ง
หลังจากที่ระดับน้ำลดลงมาต่ำกว่า 0.3 เมตร การใช้ ปูนขาว โรยบริเวณที่ยังมีน้ำขังอยู่ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นอย่างยิ่ง ปูนขาวจะช่วยปรับสมดุลของน้ำที่เป็นกรดให้กลับมาเป็นกลาง จึงสามารถลดการเกิดก๊าซไข่เน่า ลดกลิ่นแอมโมเนีย ทำลายจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดกลิ่น และยังมีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้ยุงและแมลงวันมาวางไข่ในน้ำเสีย
สำหรับบริเวณที่น้ำเริ่มแฉะหรือกำลังแห้ง เช่น พื้นบ้าน ใต้ถุน หรือห้องครัว ควรใช้ ผงปูนคลอรีน 60% ในอัตราส่วน 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ปี๊บ ราดลงไปในพื้นที่ รวมถึงทางเดินและร่องน้ำ แล้วปล่อยให้คลอรีนออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อและลดกลิ่น หากบางจุดยังมีกลิ่นคาวปลาหรือกลิ่นคล้ายแอมโมเนีย สามารถใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำราดซ้ำ เพื่อเป็นตัวช่วยในการลดกลิ่นได้เป็นอย่างดี
ส่วนการทำความสะอาดภายในบ้าน ต้องเน้นการระบายอากาศเป็นหลัก โดยการเปิดประตูและหน้าต่างให้ทั่วถึง ผู้ทำความสะอาดควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอย่างครบถ้วน ได้แก่ หน้ากากอนามัย, ถุงมือ, แว่นครอบหน้า, และรองเท้ายาง การทำความสะอาดที่เหมาะสมคือการใช้ผ้าชุบน้ำสบู่เช็ดคราบก่อน แล้วจึงทำความสะอาดซ้ำด้วยน้ำผสมคลอรีนหรือน้ำยาฟอกขาว ซึ่งสามารถกำจัดเชื้อรา ยีสต์ และแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรหยุดใช้งานเครื่องปรับอากาศชั่วคราว ทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่และน้ำยาฟอกขาว และเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศใหม่ทั้งหมดก่อนนำกลับมาใช้งานอีกครั้ง
เฝ้าระวังโรคหลังน้ำลด
เมื่อระดับน้ำลดลง ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บจะเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคตาแดง, น้ำกัดเท้า, เชื้อราตามผิวหนัง, อุจจาระร่วงเฉียบพลัน, อาหารเป็นพิษ, และโรคฉี่หนู ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยต้องลดการสัมผัสน้ำท่วมให้มากที่สุด ดื่มน้ำสะอาด และรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ใช้ช้อนกลาง นอนกางมุ้ง รวมถึงการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้งเมื่อต้องลงไปในพื้นที่ที่ยังมีน้ำขัง ได้แก่ รองเท้ายาง, แว่นครอบหน้า, ถุงมือ, และหน้ากากอนามัย



