ขณะนี้น้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดภาคใต้เริ่มลดระดับลงแล้ว และกำลังเข้าโหมดการฟื้นฟูบ้านเรือน ที่พักอาศัย ถนน หนทาง รวมถึงหนึ่งในความเสียหายที่หนักหน่วงที่สุดคือ “รถยนต์จมน้ำ” ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน แต่ยังนำมาซึ่งความยุ่งยากในการดำเนินการเคลมประกันภัย
ในโอกาสนี้ ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์ ขอสรุปแนวทางการแจ้งเคลมประกันรถยนต์ที่ถูกต้อง จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อให้ประชาชนทราบถึงสิทธิของตนเอง หากรถยนต์ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ควรทำอย่างไร โดยมีขั้นตอน ข้อต้องห้าม และวิธีแนะนำ ต่อไปนี้
อันดับแรก ตรวจสอบกรมธรรม์ :
สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจสอบว่ารถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้เป็นประเภทใด และมีความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมหรือไม่
- ประกัน ประเภท 1: โดยทั่วไปจะ คุ้มครอง ความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม (ทั้งค่าซ่อมและกรณีเสียหายนิรภัย)
- ประกัน ประเภท 2 / 2+ / 3 / 3+ : มักจะ ไม่คุ้มครอง ความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม (เว้นแต่ซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมไว้) ควรสอบถามกับบริษัทประกันภัยโดยตรง
- ประกัน พ.ร.บ.ไม่คุ้มครอง : พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.) ไม่มีความคุ้มครอง ความเสียหายของตัวรถยนต์จากเหตุการณ์น้ำท่วม
กฎเหล็ก 3 ห้าม : ห้ามทำเด็ดขาดเพื่อไม่ให้ประกันมีข้ออ้างในการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
– ห้ามสตาร์ตรถ : การเร่งเครื่องยนต์ขณะน้ำเข้าอาจทำให้เกิด “Hydrostatic Lock” หรือเครื่องยนต์น็อก ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงและซับซ้อนขึ้น อาจเป็นเหตุให้บริษัทประกันปฏิเสธการเคลมได้
– ห้ามต่อไฟ/สวิตช์ : สำหรับรถ EV หรือรถยนต์ทั่วไปที่มีระบบไฟฟ้าแรงสูง ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการลัดวงจร
– ห้ามลากเอง : อาจทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมกับตัวถังหรือระบบช่วงล่าง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้บริษัทประกันภัยลดหรือปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้
สำหรับสิ่งที่ต้องทำ :
- ถ่ายรูปสภาพรถยนต์ที่ชัดเจน (เห็นทะเบียนและระดับน้ำ) และรีบแจ้งเหตุไปยังบริษัทประกันภัยทันที
- แจ้งเหตุ/แจ้งเคลม โดยแจ้งเลขทะเบียน หรือแจ้งเป็นหมายเลขรับแจ้ง (Claim No.) ด้วย
- เก็บอุปกรณ์ ขยะ และ เช็ดแห้ง เช่น เบาะ/ส่วนเท้า เพื่อให้บริษัทประกันภัยเข้ามาสำรวจความเสียหายได้
ระดับความเสียหายของรถยนต์จากน้ำท่วม (ภาพที่ 1)
คปภ. ได้กำหนดระดับความเสียหายของรถยนต์จากน้ำท่วม 5 ระดับ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินและจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นไปตามตารางกรมธรรม์ :
| ระดับ | ลักษณะความเสียหาย | ค่าซ่อมโดยประมาณ |
| A | น้ำท่วมถึง พื้นรถยนต์ | 8,000-10,000 บาท |
| B | น้ำท่วมถึง เบาะนั่ง | 15,000-20,000 บาท |
| C | น้ำท่วมถึงส่วนล่างของ คอนโซลหน้า | 25,000-30,000 บาท |
| D | น้ำท่วมถึงส่วนบนของ คอนโซลหน้า | ค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 30,000 บาทขึ้นไป |
| E | รถยนต์จมน้ำทั้งคัน | บริษัทประกันภัยจะคืนทุนประกันตามตารางกรมธรรม์ |
หมายเหตุ : หากเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่เป็น Hybrid ต้องจ่ายเพิ่ม 100,000 บาท และสำหรับรถ EV ตั้งแต่ระดับ A ขึ้นไป บริษัทประกันภัยจะคุ้มครองความเสียหายตามเงื่อนไขของบริษัทประกัน
เทคนิคถ่ายภาพและเอกสารประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
การเตรียมหลักฐานที่ครบถ้วนและชัดเจนจะช่วยให้กระบวนการเคลมรวดเร็วและเป็นธรรมยิ่งขึ้น :
เทคนิคการถ่ายภาพ/คลิปวิดีโอ
- มุมกว้าง (ภายนอก) : ถ่ายให้เห็นป้ายทะเบียนรถ สภาพแวดล้อม ระดับน้ำ (ร่องรอยน้ำที่ตัวรถ) เพื่อแสดงความรุนแรงของเหตุการณ์
- มุมเจาะ (ภายใน) : ถ่ายให้เห็นความเสียหายภายในห้องโดยสาร (ถ้าเปิดประตูได้) โดยไม่ให้น้ำเข้าเพิ่ม รวมถึงทรัพย์สินมีค่าในรถที่ได้รับความเสียหาย
- คลิปวิดีโอ : บันทึกรอยค้นหาน้ำท่วมให้ได้ รอบคัน พร้อมระบุวันที่และสถานที่เกิดเหตุ เพื่อแสดงถึงความชัดเจนของเหตุการณ์น้ำท่วม
เอกสารประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (Checklist)
- สำเนา กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ (หรือแจ้งเลขที่กรมธรรม์)
- สำเนา ทะเบียนรถ (เล่ม) และ บัตรประจำตัวประชาชน ของผู้เอาประกัน/ผู้ขับขี่
- กรณีรถเสียหายหนัก (Total Loss) ต้องมีสำเนาเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาซื้อซากรถ
- ภาพถ่าย / คลิปสภาพรถ (เห็นทะเบียนและระดับน้ำ)
- แบบเอกสารการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (ใช้แบบฟอร์มของบริษัทฯ)
- กรณีที่ไม่สามารถตกลงราคากันได้ : หากไม่พอใจผลการสำรวจหรือราคาซ่อมที่บริษัทเสนอ สามารถขอคำปรึกษาจาก คปภ. หรือใช้บริการคนกลางในการประเมินราคาซ่อมได้
การเตรียมพร้อมและปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้คุณสามารถเคลมประกันภัยได้อย่างราบรื่นและรักษาสิทธิในการได้รับการชดเชยตามกรมธรรม์อย่างเต็มที่



