เมื่อวันที่ 30 พ.ย. นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา และเจ้าของเพจ “หมอเจด” เผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับชายไทยวัย 30 ปีที่หลับแล้วไม่ตื่น โดยระบุ 10 ข้อต้องรู้เกี่ยวกับ โรคใหลตาย (Brugada Syndrome) ดังนี้
- โรคใหลตาย หรือ Brugada Syndrome (บรู-กาดา)
เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมของการนำกระแสไฟฟ้าในหัวใจ โดยเฉพาะที่โซเดียมแชนแนล ทำให้หัวใจห้องล่างเกิดการลัดวงจรและเต้นพลิ้วระรัว (Ventricular Fibrillation) ผู้ป่วยจะหมดสติและเสียชีวิตขณะนอนหลับทันที เปรียบเสมือนสวิตช์ไฟที่ถูกสับลงโดยไม่มีสัญญาณเตือน - อาการเป็นอย่างไร?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการนำมาก่อน ดูแข็งแรงปกติ แต่ในขณะเกิดเหตุช่วงกลางคืน อาจมีอาการหายใจเฮือกเสียงดัง เกร็ง ชักกระตุก หรือส่งเสียงครางเหมือนละเมอ หากปลุกไม่ตื่นและไม่ทำ CPR ทันที ผู้ป่วยจะเสียชีวิตภายในไม่กี่นาที - ใครคือกลุ่มเสี่ยง?
กลุ่มเสี่ยงสูงสุดคือ เพศชาย อายุ 30–50 ปี พบมากกว่าผู้หญิง 8–10 เท่า ฮอร์โมนเพศชายมีผลต่อการแสดงออกของยีน พบบ่อยในประชากรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะคนไทยภาคอีสาน หากมีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันขณะหลับ หรือเป็นลมหมดสติบ่อย ๆ ต้องรีบตรวจ - กินข้าวเหนียวเกี่ยวไหม?
ข้าวเหนียวเป็นคาร์โบไฮเดรตย่อยเร็วและให้พลังงานสูง เมื่อกินมื้อหนัก ร่างกายหลั่งอินซูลินมาก ดึงโพแทสเซียมเข้าหาเซลล์ ทำให้โพแทสเซียมในเลือดลดชั่วคราว ภาวะนี้กระตุ้นหัวใจที่มีความผิดปกติทางไฟฟ้าให้เกิดการลัดวงจรง่ายขึ้น จึงไม่ควรกินอิ่มก่อนนอน - ปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ
นอกจากมื้ออาหารหนักแป้งแล้ว ไข้สูง เป็นตัวกระตุ้นรุนแรง ความร้อนส่งผลต่อโซเดียมแชนแนลในหัวใจ นอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์จัด การพักผ่อนน้อย ความเครียด และยาบางชนิด เช่น ยาต้านซึมเศร้า หรือยาแก้แพ้บางตัว ต้องระวังอย่างยิ่ง - ตำนาน “ผีแม่ม่าย” และประวัติศาสตร์
ในช่วงปี พ.ศ. 2520–2530 โรคนี้เคยเป็นข่าวดังระดับโลก พบแรงงานไทยชาวอีสานไปทำงานสิงคโปร์และซาอุดีอาระเบีย เสียชีวิตขณะหลับจำนวนมาก ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นไสยศาสตร์ “ผีแม่ม่าย” จนวงการแพทย์ตั้งชื่อว่า SUNDS ก่อนค้นพบว่าเป็น Brugada Syndrome - ต้องไปตรวจอย่างไร?
คัดกรองเบื้องต้นด้วย คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG 12-lead) หากกราฟปกติแต่แพทย์สงสัย อาจต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น การฉีดยากระตุ้น (Drug Challenge Test) หรือการตรวจพันธุกรรม (Genetic Testing) เพื่อตรวจหายีน SCN5A - วิธีการรักษา
ยังไม่มี “ยากิน” รักษาโรคนี้ให้หายขาด การป้องกันดีที่สุดคือ ฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (ICD) เฝ้าระวังจังหวะหัวใจ 24 ชั่วโมง หากหัวใจเต้นผิดจังหวะ เครื่องจะปล่อยไฟฟ้ากระตุกทันที - การปฐมพยาบาล
หากพบคนนอนหลับแล้วเกร็ง หายใจเฮือก หรือปลุกไม่ตื่น ต้องเริ่ม CPR ทันที พร้อมโทรแจ้ง 1669 หากมีเครื่อง AED ให้รีบนำมาใช้เพื่อหยุดวงจรไฟฟ้าผิดปกติ - การใช้ชีวิตร่วมกับโรคนี้
ผู้ที่ตรวจพบหรือมีความเสี่ยงสามารถใช้ชีวิตปกติได้ หากปฏิบัติตัวถูกต้อง
- หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น แอลกอฮอล์ หรืออาหารมื้อหนักก่อนนอน
- รีบลดไข้เมื่อป่วย
- แจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนรับยา และสำคัญที่สุด พาญาติสายตรงทุกคนไปตรวจคัดกรอง
หมอเจดย้ำว่า การรู้ทันโรคนี้และปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธี สามารถช่วยป้องกันการเสียชีวิตอย่างกะทันหันได้ พร้อมกับระบุในคอมเมนต์ว่า
ตำนาน “ผีแม่ม่าย” และประวัติศาสตร์
ในช่วงปี พ.ศ. 2520-2530 โรคนี้เคยเป็นข่าวดังระดับโลกเมื่อพบแรงงานไทย โดยเฉพาะชาวอีสานที่ไปทำงานก่อสร้างใน “ประเทศสิงคโปร์” และซาอุดีอาระเบีย นอนหลับและเสียชีวิตจำนวนมากโดยไม่ทราบสาเหตุ ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเป็นเรื่องไสยศาสตร์หรือ “ผีแม่ม่าย” มาเอาตัวไป



