เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (โฆษก ศป.กฉ.) แถลงหลังประชุม ศป.กฉ. ว่า เมื่อวานนี้ (30 พ.ย. 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ไปดูสถานที่จริงในจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ เพื่อให้ได้เห็นปัญหาที่แท้จริง และรับฟังจากภาคเอกชน ก่อนมากำหนดเป็นนโยบาย เพื่อใช้ในการฟื้นฟู เยียวยา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะที่จังหวัดสงขลาที่เดียว แต่จะฟื้นฟู เยียวยาทั้งภาคใต้ที่ประสบปัญหาอุทกภัยในขณะนี้ ซึ่งในเวลา 13.00 น. ของวันนี้ (1 ธ.ค. 2568) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ และจะหยิบยกประเด็นนี้เข้ามาพูดคุยกัน

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมมหาอุทกภัยที่จังหวัดสงขลาขณะนี้ เข้าสู่โหมดการฟื้นฟู เยียวยา ดังนั้น เนื้อหาในการประชุมส่วนมากจะเป็นเรื่องความคืบหน้าการดำเนินการ การบริการ และปัญหาอุปสรรคที่ยังคงติดค้างที่จะต้องเร่งแก้ไข ซึ่งวันนี้การประปาส่วนภูมิภาคชี้แจง ว่า ขณะนี้สามารถจ่ายน้ำได้แล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังคงมีปัญหาในบางจุด เช่น จุดที่ท่อแตก อุปกรณ์ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งกำลังเร่งแก้ไข คาดว่าน้ำประปาในจังหวัดสงขลาจะกลับมาใช้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ 3 ธ.ค. 2568

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้ปรึกษาหารือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องขยะ ซึ่งขณะนี้รถเก็บขยะมี 100 คัน แต่ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงเปิดโอกาสให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด ใช้วิธีจ้างเหมาบริการให้กับภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาทันที ซึ่งได้ตั้งเป้าหมาย 7 วัน ประชาชนต้องเข้าอยู่ในบ้านได้ และ 14 วัน จังหวัดสงขลา รวมถึงที่อำเภอหาดใหญ่ต้องสะอาด โดยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้ยืนยันว่า ยังสามารถดำเนินการได้ตามไทม์ไลน์ที่กำหนด

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ของนายกฯ ยังเห็นปัญหา โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่ไปจ่ายแจกให้กับประชาชน ซึ่งนายกฯ ต้องการให้มีคุณภาพมากกว่าที่ได้เห็น จึงมอบนโยบายให้กระทรวงมหาดไทย ปรับนโยบายใหม่ โดยวันนี้ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จะปรับรูปแบบไม่ทำเป็นข้าวกล่องแจกให้กับประชาชนในชุมชนแล้ว แต่จะเป็นการตั้งครัวในแต่ละชุมชน ซึ่งมีทั้งหมด 103 จุด สำหรับภาพรวมจำนวนผู้เสียชีวิต กระทรวงสาธารณสุข จะแถลงข่าวอีกครั้งในเวลา 16.00 น. ที่จะพูดถึงการบริการสาธารณสุข การป้องกันโรคติดต่อด้วย

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่การเยียวยาผู้เสียชีวิต จะต้องไปพูดคุยกันอีกครั้ง เนื่องจากหลักเกณฑ์ 2 ล้านบาท ที่ประกาศก่อนหน้านี้ เป็นการชดเชยภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งบางจังหวัด ถ้ายึดตามเกณฑ์เดิมจะไม่ได้รับการเยียวยา แต่ปัญหามหาอุทกภัยครั้งนี้ มีผลต่อเนื่องไปในหลายจังหวัด ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องไปพูดคุยกันก่อน ส่วนผู้ป่วยโรคไตที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่เสียชีวิต ถือเป็นทุติยภูมิ ที่แม้ไม่ได้รับผลโดยตรง แต่ถือว่าได้รับผลโดยอ้อม ก็ต้องได้รับเงินเยียวยาเช่นกัน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่ปัญหาเรื่องเอกสารสำคัญของประชาชนตามเกณฑ์ปกติที่มีน้ำท่วม จำเป็นจะต้องมีการประชาคม เนื่องจากสถานการณ์ปกติอาจจะไม่ได้ท่วมทั้งจังหวัด ดังนั้น ในบางชุมชน บางพื้นที่ จะต้องมายืนยัน ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ยึดถือปฏิบัติกันมาโดยตลอด แต่ในกรณีนี้ นายกฯ ได้สั่งการ เช่น พื้นที่หาดใหญ่ที่ท่วมทั้งหมด ขั้นตอนใดที่จะลดกระบวนการได้ ก็ต้องลดขั้นตอนให้ประชาชน แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลที่นโยบายที่มอบไป แต่ยังไม่สามารถลงไปสู่ฝ่ายปฏิบัติได้ ดังนั้น ช่วง 1-2 วันแรกอาจจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนบ้าง แต่เมื่อวานนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับในพื้นที่ ให้บริการเอกสาร ให้บริการเครื่องถ่ายเอกสาร 

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า แต่ในขณะนี้ นายกฯ ได้ให้นโยบาย ว่า เอกสารเหล่านี้ควรเป็นลักษณะดิจิทัล หรือ มีเทคโนโลยีมาช่วยหรือไม่ ซึ่งก็มีข้อมูลในแอปพลิเคชัน ไทยไอดี สามารถเอามาดำเนินการรวมกันได้หรือไม่ ซึ่งเชื่อว่า การดำเนินการนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปรูปแบบการลงทะเบียนครั้งใหม่ ซึ่งกระทรวงมหาดไทย และรัฐบาลรับทราบแล้ว จะเร่งแก้ปัญหาให้จบเร็วที่สุด ซึ่งวันนี้ (1 ธ.ค. 2568) จะเห็นว่า มีส่วนหนึ่งที่สามารถโอนเงินเยียวยาได้แล้ว โดยจะพยายามดูข้อมูลเก่าที่มี แต่สาเหตุที่จะต้องยืนยันตัวตน คือ ในรอบการจ่ายเงินเยียวยา จะจ่ายให้ผู้อยู่อาศัย ไม่ได้จ่ายให้เจ้าของบ้าน ดังนั้น จะมีความแตกต่างกัน หากจ่ายให้เจ้าของบ้านก็จะจ่ายไปตามทะเบียน แต่การจ่ายให้ผู้อยู่อาศัย ซึ่งอาจจะเป็นผู้เช่า อาจจะต้องยืนยันตัวตน แต่จะลดขั้นตอนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ถูกต้องตามระเบียบ ป้องกันการรั่วไหล และลดภาระให้กับประชาชน แต่หากจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเอกสารอะไรก็ให้ไปชี้แจง แต่ต้องไม่ให้เป็นภาระประชาชน