วันที่ 1 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือครม.เศรษฐกิจ โดยมีวาระสำคัญในการออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ระบุว่า ได้นำทีมรัฐมนตรีและสถาบันการเงินลงพื้นที่จริง เพื่อรับฟังปัญหาและนำความเห็นของภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่ มาออกเป็นมาตรการเร่งด่วนที่เข้าสู่ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันนี้ และนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.)

หัวใจสำคัญของมาตรการคือการฟื้นฟูชีวิตประชาชนและธุรกิจให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด หลังจากน้ำลด มาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู แบ่งออกเป็น 4 ด้านใหญ่ ๆ ประกอบด้วย 1.การลดภาระหนี้, 2.การเพิ่มเงินในกระเป๋า, 3.การลดภาระค่าใช้จ่าย และ 4.มาตรการอื่น ๆ ที่จะช่วยให้พื้นที่ประสบภัยกลับมาเข้มแข็งโดยเร็ว

มาตรการสำคัญ 4 ด้าน เพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย

1.ด้านการลดภาระหนี้และสินเชื่อ

รัฐบาลได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถาบันการเงินของรัฐ และสถาบันการเงินภาคเอกชน ในการออก 3 มาตรการหลักดังนี้

  • พักชำระหนี้: พักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ย ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย เป็นระยะเวลา 12 เดือน (1 ปี) โดยในระหว่างพักชำระหนี้ ดอกเบี้ยจะเป็น 0% ทั้งนี้ ธปท. จะผ่อนปรนเกณฑ์ โดยที่ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะไม่ต้องถูกจัดเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)
  • สินเชื่อเยียวยา: สำหรับลูกหนี้เดิม สามารถกู้เพิ่ม ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นระยะเวลา 12 เดือน เพื่อใช้ในการฟื้นฟูยังชีพ
  • สินเชื่อฟื้นฟู: เป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยมีอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นระยะเวลา 12 เดือน เพื่อฟื้นฟูอาชีพ

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะมีสินเชื่อ Soft Loan (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาค้ำประกัน เพื่อให้สามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้ รูปแบบสินเชื่อดังกล่าวจะนำต้นแบบที่ใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาประยุกต์ใช้

หมายเหตุ: มาตรการสินเชื่อและลดภาระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ทั้ง 3 โครงการข้างต้น จะใช้เงินของสถาบันการเงินของรัฐเอง โดยไม่ได้ใช้งบประมาณจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม หากเกิดความเสียหายขึ้น รัฐบาลจะช่วยดูแลผ่านการตั้งบัญชีเป็น PSA (Public Service Account)

2.ด้านการเพิ่มเงินในกระเป๋า

  • เงินเยียวยาครัวเรือน: มีการเยียวยาเงินสด 9,000 บาทต่อครัวเรือน
  • งบฉุกเฉินระดับจังหวัด: กระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดรองราชการ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำมาใช้จ่ายฉุกเฉิน จังหวัดละ 100 ล้านบาท พร้อมผ่อนเกณฑ์การเบิกจ่ายเพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้โดยเร็ว (เช่น การจัดครัวหรือจัดอาหาร)
  • การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน : สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ลงพื้นที่และประสานบริษัทประกันทั้งหมด

-ที่อยู่อาศัย: กรมธรรม์ประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ไม่เกิน 20,000 บาท

-ร้านค้า: ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท สำหรับผู้ที่มีประกัน

-รถยนต์: สามารถเคลมเร็วได้ทันที โดยถ่ายรูปรถยนต์ให้เห็นทะเบียนและระดับน้ำ ทั้งนี้ หากประชาชนไม่สามารถถ่ายรูปได้เนื่องจากโทรศัพท์เสียหาย คปภ. และเจ้าหน้าที่ของรัฐจะมีการประสานงานในการถ่ายรูปในระหว่างการเคลื่อนย้ายรถ เนื่องจากสถานการณ์นี้จำเป็นต้องมีการผ่อนปรนกติกาใหม่

  • มาตรการกระทรวงแรงงาน: จะมีการขยายเวลาการนำส่งเงินประกันสังคม รวมถึงจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 50% ของค่าจ้างสูงสุด ไม่เกิน 180 วัน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถทำงานได้ นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อส่งเสริมการจ้างงาน ให้ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กู้ได้ไม่เกิน 15 ล้านบาท

3.ด้านการลดภาระค่าใช้จ่าย

  • การลดหย่อนภาษี: มีการขยายเวลาชำระภาษีและค่าธรรมเนียมทั้งหมด และจะมีการประสานกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ประสบภัย
  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ลดหย่อนภาษีสำหรับค่าซ่อมแซมทรัพย์สินตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาท และค่าซ่อมแซมรถ ไม่เกิน 30,000 บาท
  • ผู้ประกอบการ: สามารถหักค่าใช้จ่ายซ่อมแซมทรัพย์สินได้ 2 เท่า
  • การบริจาค: ผู้บริจาคช่วยผู้ประสบภัยสามารถลดหย่อนภาษีได้

บทบาทกระทรวงพาณิชย์ (3 ระยะ)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หน้าที่หลักคือการทำให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคได้อย่างเพียงพอและราคาถูก

ระยะที่ 1 (ทำทันทีและต่อเนื่อง): ส่งสินค้าวัตถุดิบอาหาร (เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร) ลงไปที่โรงครัว ควบคุมราคาและป้องกันการกักตุนสินค้า

ระยะที่ 2 (เยียวยา): ประสานกับห้างสรรพสินค้า (เช่น Big C, Lotus, Makro, Home Pro, ไทวัสดุ, Global House) เพื่อร่วมกันลดราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซม บ้าน ยานพาหนะ และอุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็น (เช่น เบรกเกอร์ สายไฟ หัวเทียน) สูงสุดถึง 80% พร้อมร่วมมือกับ SCG นำอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านและช่างเข้าไปในพื้นที่

ระยะที่ 3 (ฟื้นฟู/สร้างรายได้): จัดมหกรรมธงฟ้าแบบพิเศษ โดยนอกจากจะมีสินค้าจำเป็นราคาถูกแล้ว ยังจะมีหน่วยเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ไปยังจุดที่ชาวบ้านไม่สะดวกเดินทาง และนำผู้ประกอบการแฟรนไชส์ลงไปให้ความรู้ เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายได้และอาชีพ โดยกระทรวงพาณิชย์จะประสานกับกระทรวงการคลังและ สสว. เพื่อช่วยสนับสนุนค่าแฟรนไชส์บางส่วน

นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังได้ร่วมมือกับ SME D Bank เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุนได้ และอำนวยความสะดวกในการขอใบรับรอง การจดทะเบียนบริษัท หรือการขอใบอนุญาตต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว

4.ด้านอื่น ๆ และการเตรียมพร้อมระยะยาว

  • การถอดบทเรียนภัยพิบัติ: นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย เป็นประธานคณะกรรมการในการถอดบทเรียนจากภัยพิบัติครั้งนี้ ทั้งการแก้ปัญหาระยะสั้นและการเตรียมพร้อมระยะยาว
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: กระทรวงการต่างประเทศจะขอความช่วยเหลือจากประเทศที่เคยประสบอุทกภัย (เช่น ประเทศญี่ปุ่น) เพื่อนำมาวางระบบการดูแลอุทกภัย ไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดิมอีก
  • กระตุ้นการท่องเที่ยว: กระทรวงการท่องเที่ยวจะต้องเตรียมแคมเปญ และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยราชการต่าง ๆ ไปจัดสัมมนา ในจังหวัดที่ประสบภัยหลังจากฟื้นฟู เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่
  • การพิจารณาค่าน้ำ: กระทรวงมหาดไทยจะรับเรื่องค่าใช้จ่ายด้านน้ำไปพิจารณา

มาตรการทั้งหมดนี้เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนทั้งหมด ทั้งหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนกลับมามีชีวิตที่เข้มแข็งขึ้น