นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ กพร. แสดงให้เห็นทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นความสมดุลของ “เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม” ไปพร้อมกัน ทั้งนี้ ในช่วง 3 ไตรมาสแรก กพร. มีการอนุญาตและส่งเสริมการประกอบกิจการเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาครอบคลุมโครงการสำคัญในพื้นที่แร่ยุทธศาสตร์ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานให้เข้มแข็ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมด้วยระบบดิจิทัล ผลักดันแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อลดระยะเวลาในการขออนุญาต เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล และยกระดับความรวดเร็ว โปร่งใสในการดำเนินงาน
พร้อมส่งเสริมการใช้แร่เชิงกลยุทธ์ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่และการลงทุนในมิติความยั่งยืน ขับเคลื่อน “เหมืองแร่เพื่อชุมชน” และ “เหมืองแร่สีเขียว” ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบต่อชุมชนรอบเหมือง พร้อมจัดสรรเงินผลประโยชน์พิเศษแก่รัฐ 457 ล้านบาท กระจายสู่ 130 ชุมชน 43 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งปีนี้ได้ดำเนินการจัดสรรไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นอกจากนี้ กพร. ยังผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยทำงานร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สนับสนุนการรีไซเคิลซากแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 5,815 ตันต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 145 ล้านบาท
“แนวทางตามนโยบาย QUICK BIG WIN ที่มุ่งเร่งผลลัพธ์ภายใน 1 ปี โดย ‘QUICK’ ปรับลดขั้นตอน
และเร่งรัดการอนุญาตด้วย Digital License Platform ให้การขออาชญาบัตรสำรวจแร่และประทานบัตรทำได้รวดเร็ว โปร่งใส และติดตามสถานะออนไลน์ ‘BIG’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ส่งเสริม Circular Economy และ Green Transformation พร้อมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร และ ‘WIN’ เชื่อมโยงแร่เข้าสู่กระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ยานยนต์ EV พลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างงาน การลงทุน และการเติบโตร่วมกัน ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนระยะยาว
กพร. ดำเนินการตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 2 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นกรอบสำคัญครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ 1.ความมั่นคงของแร่ในฐานะวัตถุดิบ 2.ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชุมชน 3.ความมั่นคงด้านธรรมาภิบาล และ 4.ความมั่นคงด้านการให้บริการ รวมถึงการยกระดับสู่ e-Service และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ยืนยันว่า กพร. จะเดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารจัดการแร่ของประเทศให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีวัตถุดิบที่มั่นคง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน



