นายสวัสดิ์ ลาโพธิ์ เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) จังหวัดร้อยเอ็ด และเป็นประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด และศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสงเปลือย หมู่ 5 ต.เมืองทอง  อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ทราบ เล่าว่า เมื่อปี 2566 ตนเริ่มต้นทดลองปลูกข้าวเขียวหยก (ระยะเขียว) ซึ่งเลือกใช้พันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 คุณภาพดี และจำหน่าย ซึ่งตลาดมีทิศทางดีจึงขยายการผลิตมาจนถึงปัจจุบันบนพื้นที่ 5 ไร่ สำหรับสถานการณ์การผลิต ปี 2568 ได้ผลผลิตรวม 2 ตัน หรือ 2,000 กิโลกรัม เพาะปลูกปีละ 1 รอบการผลิต ช่วงเดือนกรกฎาคม และเก็บเกี่ยวช่วงเดือนพฤศจิกายน มีระยะเก็บเกี่ยวประมาณ 100 – 110 วัน

สำหรับการดูแลรักษาแปลงส่วนใหญ่เหมือนกับการปลูกข้าวทั่วไป แต่มีขั้นตอนสำคัญที่แตกต่าง คือ การระบายน้ำออกจากแปลงให้หมดในช่วงอายุประมาณ 80 – 90 วันหลังปลูก เพื่อช่วยให้ข้าวเกิดความหอมพิเศษและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว การเก็บเกี่ยวต้องทำในช่วงที่มีแสงแดดจัดเพื่อลดความชื้นในเมล็ดและรักษาคุณภาพของผลผลิต ข้าวที่เก็บเกี่ยวได้จะมีความชื้นประมาณ 32 – 40% จากนั้นจะนำผลผลิตทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการอบด้วยเครื่องอบลดความชื้นข้าวเปลือก เพื่อลดความชื้นให้เหลือเพียง 14% ซึ่งเป็นระดับมาตรฐานที่ปลอดภัย สามารถยับยั้งการเสื่อมสภาพของเมล็ดข้าวและคงคุณค่าทางโภชนาการ จากนั้นผลผลิตจะถูกเก็บรักษาในรูปของข้าวเปลือกที่ผ่านการอบแห้ง ซึ่งเมื่อมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าจะนำข้าวมาสีบรรจุในถุงสุญญากาศ ขนาด 1 กิโลกรัม เพื่อให้ข้าวคงความเขียวสดและน่ารับประทานอยู่เสมอ

ด้านการจำหน่ายและการตลาด ราคาข้าวเขียวหยกซีลสุญญากาศ ขนาด 1 กิโลกรัม (ราคา ณ พฤศจิกายน 68) อยู่ที่ 70 บาท สามารถสร้างรายได้สูงกว่าการขายข้าวหอมมะลิในช่วงเก็บเกี่ยวปกติถึงกิโลกรัมละประมาณ 20 บาท โดยตลาดส่วนใหญ่เป็นตลาดออนไลน์ถึงร้อยละ 70 และจำหน่ายทางหน้าร้านอีกร้อยละ 30 ส่วนการพัฒนาข้าวเขียวหยกในระยะต่อไป เตรียมขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 10 ไร่ รวมถึงเกษตรกรเครือข่ายจะขยายพื้นที่ปลูกอีกประมาณ 10 ราย (รายละ 1 – 2 ไร่) เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ ในปี 2568 ได้เก็บผลผลิตไว้ จำนวน 1 ตัน (ผลผลิตรวม 2 ตัน) เพื่อรอจำหน่ายในงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลกที่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ ท่านใดสนใจการผลิตข้าวเขียวหยกหรือสนใจเข้าศึกษาดูงาน สามารถสอบถามได้ที่ 09 3053 5456 ยินดีให้คำปรึกษาทุกท่าน