เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ว่า กรมควบคุมมลพิษเฝ้าติดตามทิศทางความของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่จะเข้ามามายังกรุงเทพมหานคร ส่วนหนึ่งต้องขอขอบคุณรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำให้ลดการเผาลง จากมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้นำฟางข้าวมาแลกเป็นปุ๋ยได้ โดยปี 2567 สามารถลดปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ได้ 30 เปอร์เซ็นต์ และในปีนี้ได้ตั้งเป้าให้มากกว่าเดิม ซึ่งกระทรวงทรัพยากรฯ ร่วมมือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยให้รถยนต์เก่าสามารถนำมาเปลี่ยนไส้กรองในราคาถูก และทางกระทรวงฯ ร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. จะตรวจสอบควันดำบริเวณท่าเรือคลองเตย ในวันนี้ (2 ธ.ค.) เวลาประมาณ 14.00 น. ทั้งนี้ ปริมาณค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะลดลงอย่างแน่นอน เนื่องจากฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ส่วนใหญ่เกิดจากท่อไอเสียของรถยนต์เก่า

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ที่มีมาตรการนำเข้าข้าวโพดที่ไม่เผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนกรณีของอ้อยที่ยังเป็นปัญหานั้น โรงงานต่างๆ ได้มีการนำรถตัดอ้อยเข้าไปช่วย เพื่อลดการเผาไหม้ เพราะขาดแคลนแรงงานหลังจากมีการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา สำหรับจุดฮอตสปอตในขณะนี้มี 1-2 จุด ซึ่งถือว่าน้อยมาก เนื่องจากมีชุมชนต่างๆ ที่อยู่รอบอุทยานมาช่วยเฝ้าระวัง และมีภาคเอกชนช่วยสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ยืนยันว่ากรมควบคุมมลพิษดูแลอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีการนำดาวเทียมมาตรวจสอบจุดฮอตสปอต ทำให้เราทราบว่าลมมาในทิศทางใด จะได้สามารถเตือนภัยโดยระบุพิกัดพื้นที่ได้

เมื่อถามว่าปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในกรุงเทพฯ ตอนนี้อยู่ระดับสีส้ม แสดงว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ได้ผล ใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ต้องยอมรับสองประเด็นว่าการเตือนคือการเตือน ส่วนการแก้ปัญหาคือการแก้ปัญหา ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวเมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษได้ต่อสู้เรื่องฝุ่นพีเอ็ม 2.5 มาประมาณ 2 สัปดาห์ หากเปรียบเทียบสถิติย้อนหลังแล้ว พบว่าในปีนี้มีปริมาณลดลงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากการแก้ปัญหาร่วมกันหลายภาคส่วน