หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามากำกับดูแลธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา หลายคนอาจสงสัยว่าจะส่งผลดีและสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนและผู้บริโภคอย่างไรบ้าง ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์ มาสรุปให้ฟัง
1. อัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมมากขึ้น
กำหนดเพดานดอกเบี้ย : ธปท. มีอำนาจเต็มในการพิจารณาและกำหนด เพดานอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อ ที่เหมาะสมกับภาวะตลาด ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถคิดดอกเบี้ยที่สูงเกินสมควรได้
นอกจากนี้ ยังคาดหวังด้วยว่า การที่ ธปท. เข้ามาคุมธุรกิจลีสซิ่ง จะเป็นการทบทวนครั้งใหญ่ให้ผู้ประกอบการคิดดอกเบี้ยเป็นธรรม จากปัจจุบันที่มีการคิดดอกเบี้ยแบบคง หรือแฟลต เรต ซึ่งทำให้ผู้กู้เสียดอกเบี้ยเยอะกว่า เมื่อเทียบกับการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก อย่างดอกเบี้ยบ้าน
เพดานดอกเบี้ยเช่าซื้อ (หรือลีสซิ่ง) ที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน ถูกกำหนดตาม ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา (สคบ.)
| ประเภทรถ | เพดานดอกเบี้ยสูงสุด (ต่อปี) |
| รถยนต์ใหม่ | ไม่เกิน 10% |
| รถยนต์ใช้แล้ว (มือสอง) | ไม่เกิน 15% |
| รถจักรยานยนต์ | ไม่เกิน 23% |
นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จะต้องมีความโปร่งใส สมเหตุสมผล และถูกเปิดเผยข้อมูลให้ผู้บริโภครับรู้อย่างครบถ้วน ก่อนตัดสินใจทำสัญญา ทำให้สามารถเปรียบเทียบข้อเสนอได้ง่ายขึ้น
2. การคุ้มครองที่เข้มข้นและครบวงจร
ด้วยมาตรฐานกฎหมายสูงขึ้น ธุรกิจนี้ถูกยกระดับมาอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินฯ ทำให้การกำกับดูแลมีความเข้มข้นตามมาตรฐานของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
โดยเฉพาะกลไกการร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ ผู้บริโภคจะมีช่องทางในการร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้การดูแลของ ธปท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินโดยตรง ทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้รวดเร็วและเป็นธรรมมากขึ้น
3. สัญญาที่เป็นธรรมและมาตรฐาน
จะช่วยสร้างความโปร่งใสของสัญญา ผู้ประกอบการต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญอย่างครบถ้วนในสัญญา ทำให้ผู้บริโภคทราบภาระหนี้ทั้งหมดที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นยอดผ่อนชำระรวมทั้งหมด หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ จะต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าเป็นสำคัญ ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อโดยไม่ประเมินความเสี่ยงได้ ซึ่งช่วยป้องกันการก่อหนี้เกินตัว ของประชาชนและลดปัญหาหนี้ครัวเรือน
4. เสถียรภาพและความมั่นคงของผู้ประกอบการ
เนื่องจากจะช่วยลดความเสี่ยง เพราะการที่ธุรกิจอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. จะทำให้บริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความมั่นคงทางการเงิน เช่นเดียวกับสถาบันการเงินอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่บริษัทจะประสบปัญหาทางการเงิน และกระทบต่อลูกค้าในที่สุด
โดยสรุป การเข้ามากำกับดูแลของ ธปท. ทำให้ผู้บริโภคได้รับบริการทางการเงินที่เป็นธรรม ไม่ถูกหลอกลวงหรือถูกเอาเปรียบ ได้รับข้อมูลที่โปร่งใสเพียงพอในการตัดสินใจ และสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้วย ราคาที่เหมาะสม รวมถึงได้รับการดูแลและช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาทางการเงินอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ



