เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงแนวคิดด้านความมั่นคงและบทบาททางการเมืองร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย ว่า การผสานเจตจำนงทางการเมืองกับองค์ความรู้ด้านความมั่นคงที่ได้สั่งสมมา จะช่วยผลักดันประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ปัญหาความมั่นคงที่ประเทศกำลังเผชิญ กลุ่มสวัสดีคนไทยต้องการผลักดันนโยบายให้ลงสู่พื้นที่และเกิดผลจริง ซึ่งจังหวะทางการเมืองในปัจจุบัน เปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย และช่วยนำประสบการณ์ที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาฯ สมช.) มาประยุกต์ใช้ โดยย้ำว่าประเทศกำลังอยู่ในสถานการณ์ความมั่นคงที่คุกรุ่นมาหลายเดือน ทั้งกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติ และภัยพิบัติอย่างสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งล้วนต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

พล.ท.ภราดร กล่าวอีกว่า พรรคไทยสร้างไทยหากได้โอกาสเป็นรัฐบาล สามารถเดินหน้าจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ทันที โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ สถาปนาความมั่นคงชายแดน ที่ประกอบด้วยพันธกิจ 4 ประการ ได้แก่ การจัดระบบข่าวกรองชายแดน การจัดกองกำลังและการลาดตระเวนรับมือเหตุฉุกเฉิน การจัดระเบียบความมั่นคงชายแดนเพื่อควบคุมและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการจัดการปัญหาคนไร้สัญชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน แผนงานเหล่านี้มีเจ้าภาพชัดเจน ทั้ง สมช. หน่วยงานด้านทหาร และหน่วยงานความมั่นคงอื่น ๆ แต่ที่ผ่านมาไม่ถูกหยิบมาใช้ ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ทันทีภายในหนึ่งสัปดาห์หลังเข้ารับอำนาจรัฐ

พล.ท.ภราดร กล่าวอีกว่า พรรคไทยสร้างไทยเตรียมหยิบประเด็นด้านความมั่นคงมาเป็นนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะใช้แนวทางสันติวิธี เน้นการพูดคุยสันติภาพและการสร้างพื้นที่ปลอดภัย เป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ขณะนี้ได้พูดคุยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมหารือแนวทางปรับนโยบายระหว่างกลุ่มสวัสดีคนไทยกับพรรคไทยสร้างไทยให้สอดคล้องกัน โดยฝ่ายจะมุ่งเน้นด้านความมั่นคง ขณะที่พรรคไทยสร้างไทยจะดูแลนโยบายในมิติอื่น เพื่อให้ท้ายที่สุดเกิดนโยบายร่วม ที่สามารถผลักดันสู่การปฏิบัติได้จริง หากพรรคได้เป็นรัฐบาล

พล.ท.ภราดร กล่าวย้ำว่า หากพรรคไทยสร้างไทยได้อำนาจรัฐ จะเป็นโอกาสเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านความมั่นคง เพราะเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำให้ฝ่ายนโยบายและฝ่ายประจำ ทำงานสอดประสานกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ได้ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาความมั่นคงล่าช้าและไม่ตอบโจทย์ประชาชน