อากาศที่สะอาดสำหรับการหายใจนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ท่ามกลางวิกฤติฝุ่นควัน PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง

ข้อมูล ณ วันที่ 3 ธันวาคม 2568 พบว่า 49 เขตในกรุงเทพฯ มีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับสูงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น หนองแขม, บางบอน, บางแค, และ พระนคร ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัด พบเกินค่ามาตรฐานอาทิ จ.นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ อ่างทอง สมุทรสงคราม เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง เป็นต้น ขณะที่มีกาคคาดการณ์ว่าระหว่างวันที่ 4-10 ธ.ค. 68 พื้นที่กทม. และ17 จังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกมีแนวโน้มค่าฝุ่นเพิ่มขึ้น สำหรับในพื้นที่กทม. เพจ “กทม. ขอความร่วมมือทำงานที่บ้าน WFH วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ค่าฝุ่น PM2.5 สีส้ม มากกว่า 35 เขต
สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยอยู่ในระดับวิกฤต โดยข้อมูลจากกรีนพีซระบุว่า ในปี 2024 กรุงเทพมหานครมี “อากาศดี” เพียง 90 วัน จากทั้งปี ส่วนที่เหลืออีก 276 วันนั้น ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) ช่วงที่ฝุ่นหนักเป็นพิเศษคือเดือนมกราคมถึงมีนาคม และพฤศจิกายนถึงธันวาคม
ขณะที่ข้อมูลจากดาวเทียมจิสด้า ชวนย้อนดูฝุ่นPM2.5 พบว่ามีกว่า 25 จังหวัด จำนวนวันที่ PM2.5 เกินมาตรฐาน รวมมากกว่า 4 เดือน อีก 28 จังหวัด ต้องเผชิญ PM2.5 เกินมาตรฐาน รวมมากกว่า 3 เดือน พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกระจายตัวชัดเจนในภาคเหนือ–ภา ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และบางจังหวัดมีวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานสูงถึง กว่า 112 วันต่อปี
คนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ต้องสูดอากาศที่เป็น PM2.5 เกินมาตรฐาน และยาวนานมากกว่า 1 เดือนต่อเนื่อง สูงสุดกว่า 44 วัน ส่วนบางพื้นที่ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ยังคงเจอค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่องมากกว่า 10 วัน เช่นกัน

จากการวิเคราะห์ไทม์ไลน์ปี 2567 พบช่วงที่ PM2.5 พุ่งสูงและเกินค่ามาตรฐานต่อเนื่อง ได้แก่ มกราคม – เมษายน: ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบหนัก กุมภาพันธ์ – เมษายน: ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเจอฝุ่นต่อเนื่องอย่างยาวนาน ธันวาคมเริ่มพบฝุ่นสูงในภาคกลางและภาคตะวันออกอีกครั้ง
กลุ่มเปราะบางที่สุดคือกลุ่มเด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบมากสุด สถิติของกรมการอนามัยโลกพบว่า 71% ของผู้เสียชีวิตส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ งานวิจัยยังชี้ชัดว่าเด็กมีโอกาสสัมผัส PM 2.5 ตั้งแต่ในครรภ์ของมารดา
ดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท หัวหน้ากลุ่มวิจัยและสนับสนุนงานวิจัยสุขภาพ สำนักวิชาการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ความรุนแรงของปัญหานี้ถูกเปรียบเทียบว่ามีสเกลที่สูงกว่ามาก เมื่อเทียบกับสถานการณ์โควิด-19 ที่มีผู้เสียชีวิตรวม 30,000 คนใน 3 ปี (เฉลี่ยปีละ 10,000 คน) แต่สถานการณ์มลพิษทางอากาศมีการประมาณการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตถึง ปีละ 70,000 คน สิ่งนี้ถือเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่สิ้นสุด
“ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ….” หรือ ร่างกฎหมายอากาศสะอาด เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ แต่ขณะนี้ร่างกฎหมายอากาศสะอาดกลับยังค้างในสภา หากมีประกาศยุบสภา ร่างกฎหมายนี้ก็อาจ “ตกไป” ในทันที ร่างกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งเป็นการควบรวมร่างที่มาจากภาคประชาชน คณะรัฐมนตรี และพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ และขณะนี้กำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา

รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิ่งแวดล้อม และนายกสมาคมอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ได้ระบุว่าจุดมุ่งหมายสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่าคือการ “ปิดช่องว่าง” หากเรื่องใดมีกฎหมายเดิมบังคับใช้อยู่แล้วก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายเดิมไป แต่ถ้าเรื่องใดยังไม่มีกฎหมายเดิมครอบคลุม หรือกฎหมายเดิมมี “มาตรฐานต่ำกว่า” มาตรฐานของกฎหมายใหม่ กฎหมายฉบับใหม่ก็จะถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับมาตรฐานโดยรวมให้สูงขึ้น
หลักการสำคัญที่เน้นย้ำในกฎหมายฉบับนี้คือ “ผู้ก่อมลพิษจะต้องรับผิดชอบ” (Polluter Pays Principle) โดยมีเป้าหมายเพื่อขจัด “ผู้ได้ประโยชน์ฟรี” (Free Rider) ที่ปล่อยมลพิษและแสวงหาผลกำไรโดยไม่รับผิดชอบต่อต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การปล่อยให้ประชาชนต้องเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดในขณะที่ผู้ก่อมลพิษลอยนวล ถือเป็น “ความไม่ยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม” หรือ “ความไม่ยุติธรรมทางอากาศสะอาด” อย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ กฎหมายยังถูกออกแบบ ให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยได้เตรียมกลไกความรับผิดชอบไว้สำหรับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ด้วย หากมีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามสิทธิ์ของประชาชนที่กำหนดไว้
กฎหมายฉบับใหม่ยังเข้ามาช่วยให้หน่วยงานราชการเปลี่ยนจากการทำงานแบบตั้งรับเป็นการทำงานเชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการปกป้อง “กลุ่มเปราะบาง” ที่ต้องการการแจ้งเตือนและการคุ้มครองที่เฉพาะเจาะจง กฎหมายนี้ได้วางรากฐานหลักการสำคัญที่มอบสิทธิให้ประชาชน ดังนี้:
- สิทธิที่จะรู้และสิทธิที่จะเข้าถึง ข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่
- สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
- สิทธิที่จะรู้และร่วมตัดสินใจโครงการในอนาคต
แม้จะมีความกังวลสูงเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองและการยุบสภาทำให้กฎหมายตกไป รศ.ดร.คนึงนิจ กล่าวว่า แต่ภาคประชาชนยืนยันว่าเรื่องนี้ “ฆ่าไม่ตาย” หากกฎหมายตกไป เครือข่ายจะ “ขอนับหนึ่งใหม่” และร่าง พ.ร.บ. ในครั้งที่ 2 มีความเป็นไปได้ที่จะ “ทรงเครื่องมากว่าฉบับแรก ฉบับไหนๆ” ตราบใดที่ภาคประชาชนมีพลังเข้มแข็ง ปัญหานี้ก็จะหวนกลับมาใหม่เสมอ
การต่อสู้กับฝุ่น PM2.5 โดยอาศัยกฎหมายอากาศสะอาดก็เปรียบเสมือนกับการสร้าง “ระบบภูมิคุ้มกัน” (Immune System) ให้กับประเทศ แทนที่จะรอให้เกิดอาการป่วย (ฝุ่นสูง) แล้วค่อยรักษา กฎหมายใหม่นี้จะสร้างกลไกที่เข้มแข็ง ไม่ว่า ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย, สิทธิประชาชน เพื่อ ให้การหายใจเป็นสิทธิที่ได้รับการปกป้องอย่างแท้จริง



