เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่รัฐสภา นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงว่า ได้นำเรื่องมลพิษทางเสียงปรึกษาหารือในสภา เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะสมาชิกในกลุ่มไลน์ของตนจำนวนกว่า 1,000 คน ที่ยกให้เรื่องเสียงเป็นปัญหาอันดับหนึ่งในพื้นที่เขตสะพานสูง-มีนบุรี จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา ก็ยังคงมีงานคอนเสิร์ตที่สร้างมลพิษทางเสียงเกิดขึ้นอีกครั้ง จึงขอเสนอโมเดล NOISE ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังนี้คือ  N : Noise เสียงรบกวน ซึ่งเป็นผลกระทบทางสุขภาพ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเพิ่มขึ้น และมีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2568 ประชากรไทย 1 ใน 10 จะมีภาวะเกี่ยวกับการได้ยิน ซึ่งเป็นวาระระดับชาติและระดับโลกที่ยังไม่ถูกพูดถึงอย่างจริงจัง ซึ่งโดยปกติแล้วเสียงที่ระดับ 85 เดซิเบล หากรับฟังต่อเนื่อง 8 ชั่วโมง จะเป็นอันตรายต่อหู แต่งานคอนเสิร์ตบางงานมีเสียงดังสูงถึง 115 เดซิเบล ซึ่งเทียบเท่ากับเสียงเครื่องบินเจ็ต หากฟังเพียง 1 นาที อาจทำให้หูดับได้

นายกันต์พงษ์ กล่าวต่วอ่า O : Opportunity โอกาสที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงใน 4 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1. การขอใบอนุญาต ต้องมีความเข้มงวดและยากขึ้น เนื่องจากผู้จัดไม่ทำตามระเบียบ 2. สถานที่จัดงาน ควรพิจารณาไม่ให้จัดงานใกล้กับแหล่งชุมชน ควรจัดในสถานที่ที่เป็นเฉพาะกิจ 3. การลงโทษ ต้องเพิ่มความรุนแรงของการลงโทษ 4. การแก้ไขกฎหมาย ต้องมีการปรับเปลี่ยนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางเสียงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายกันต์พงษ์ กล่าวอีกว่า I : Illegal ผิดกฎหมาย เพราะแม้จะมีกฎหมายควบคุม แต่บทลงโทษยังไม่เด็ดขาด ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 370, 397,90 มีโทษปรับเพียง 1,000 บาท ซึ่งผู้ประกอบการยินดีจ่ายค่าปรับแล้วไปเปิดเสียงดังต่อประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 420, 421 กำหนดให้ต้องชดเชยความเสียหายจากการรบกวนทางเสียง แต่ยังไม่มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้รับการชดเชย พ.ร.บ.การสาธารณสุข มาตรา 25, 26 กำหนดโทษปรับหลักพันบาท และจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีผู้ถูกจำคุกจากคดีมลพิษทางเสียง

นายกันต์พงษ์ ยังกล่าวต่อไปว่า S: Service Product การจัดคอนเสิร์ตคือการให้บริการด้านความบันเทิง แต่ต้องเป็นบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่ถูกใจผู้ชมเท่านั้น โดยผู้บริการที่ดีควรถูกต้องและถูกใจ ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือต้องไม่สร้างภัยหรือมลพิษทางเสียง E: Engagement ความร่วมมือ ปัญหาเสียงรบกวนเป็นเรื่องระดับชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจาก 6 ภาคส่วน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง ต้องพิจารณาการอนุญาตจัดงานให้เข้มงวด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามทำหน้าที่แล้ว แต่เมื่อผู้กระทำผิดยินดีจ่ายค่าปรับเพียง 1,000 บาท แล้วกลับไปทำผิดซ้ำ ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข จึงต้องสร้างความร่วมมือกัน กระทรวงสาธารณสุข ต้องมีบทบัญญัติที่สามารถดำเนินการกับผู้ที่สร้างผลกระทบทางสุขภาพได้มากกว่านี้ ผู้ประกอบการ ผู้ที่เป็นนายหน้าหรือผู้จัดการที่ขออนุญาตจัดงานต้องรับผิดชอบ วงดนตรี ศิลปิน ต้องปฏิเสธการแสดงที่ทำผิดกฎหมาย และพร้อมให้บริการอย่างถูกต้อง แฟนคลับ ผู้บริโภค ต้องสนับสนุนการบริการด้านความบันเทิงที่ถูกกฎหมายเท่านั้น

นอกจากนี้นายกันต์พงษ์ ยังกล่าวย้ำว่า ความสุขจากการจัดงานบันเทิงเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่ถูกต้อง สุขต้องสุขบนกฎระเบียบที่ถูกต้อง ไม่ใช่มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของปัญหามลพิษทางเสียงผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ