เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่โรงพยาบาลศรีธัญญา นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลทางด้านจิตใจผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมภาคใต้ ว่า ปัญหาน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง แต่ที่มีผลให้ดูแลจิตใจประชาชนผ่อนคลายลงมากคือ การที่ทุกภาคส่วนเร่งเข้าไปให้การช่วยเหลือ ทั้งรัฐ เอกชน ภาคประชาชน จิตอาสา อาสาสมัคร กู้ภัย พยายามเข้าไปช่วยเหลือกันในความเป็นคนไทย ทำให้ปัญหาทางด้านจิตใจไม่มากจากที่คาดการณ์ไว้แต่แรกในระยะสั้น ประชาชนได้รับการดูแล และดูแลตัวเองได้พอสมควร
นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดทีมดูแลสุขภาพจิตเคลื่อนที่เร็ว หรือทีม MCATT เข้าไปให้การดูแลตั้งแต่ 2-3 วันแรก ช่วงแรกเข้าไปที่ศูนย์พักพิง และโรงพยาบาลสนาม เช่น ศูนย์พักพิงของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) มีเป็นหมื่นคน และโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์มีอีกราว 5 พันคน มีทีมสุขภาพจิตลงไปช่วยเหลือ 100-150 คน แม้คนน้อยแต่เรามีหลักการ คือ มุ่งที่กลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยจิตเวชที่รับยา คนไข้ติดเตียง เป็นต้น เราจึงดูแลกลุ่มเปราะบางก่อน ประกอบกับผู้ดูแล (Caregiver) ในพื้นที่จะรู้ว่า กลุ่มไหนต้องดูแลเป็นพิเศษ ทางทีมจึงสามารถเข้าไปแยก คัดกรอง ดูแลได้ตรงจุด และหลังน้ำท่วมเมื่อประชาชนกลับเข้าบ้านเรือนแล้ว กรมสุขภาพจิตก็ได้ส่งทีมเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งแบ่งเป็น 103 ชุมชน โดยให้การดูแลทางกายแล้ว 100% ส่วนการดูแลด้านจิตใจอยู่ที่ 70% ของพื้นที่ จะครอบคลุม 103 ชุมชนภายในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ สำหรับผู้ที่เสี่ยงซึมเศร้า เสี่ยงฆ่าตัวตาย ได้รับการดูแลต่อเนื่องจนหมดความเสี่ยง ซึ่งได้ส่งข้อมูลให้ทีมจิตแพทย์ในพื้นที่ดูแล ขณะที่ระยะยาว ได้ตั้งศูนย์สุขภาพจิตในพื้นที่ให้การดูแลต่อเนื่องด้วย
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า การดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องประเมินสภาพจิตใจโดยจิตแพทย์ นักจิตวิทยา อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสี่ยงฆ่าตัวตาย ไม่ใช่ว่าเขาจะเดินไปทำร้ายตัวเองเลย แต่ทางวิชาการพบความเสี่ยง พฤติกรรมที่อาจอันตรายได้หากทิ้งไว้ ซึ่งสังเกตได้ เช่น บุคลิกภาพ อารมณ์เปลี่ยนไปจากปกติในทางลบ แยกตัว บ่นซ้ำๆ ถึงการสูญเสีย เหงา ซึม เบื่ออาหาร ท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่หลับไม่นอน สิ่งสำคัญเราต้องสำรวจสภาพจิตใจตัวเองว่า เป็นอย่างไร รวมถึงสังเกตคนใกล้ชิด หากอารมณ์เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมเปลี่ยนไปมาก ก็ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งรพ.สธ.ทุกแห่งมีบุคลากรดูแลได้ทั้งหมด ไม่เฉพาะโรงพยาบาลลด้านจิตเวชเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าผู้ประสบภัยที่หาดใหญ่ มีแนวโน้มเสี่ยงฆ่าตัวตายจำนวนเท่าไหร่ นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า จากตัวเลขผู้ป่วยเสี่ยงสูงจริงๆ ไม่เกิน 5-10 คน จากตัวเลขความเสี่ยงที่รายงานเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา 74 คน อย่างไรก็ตาม 3 ใน 5 เป็นคนไข้จิตเวชอยู่แล้ว ซึ่งที่จริงๆ คนไข้กลุ่มนี้เมื่อได้รับยาจะดูแลตัวเองได้ปกติ แต่เมื่อมีสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นมากๆ ทำให้ควบคุมตัวเองยากขึ้น คนกลุ่มนี้จึงต้องการการดูแลใกล้ชิดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคนไข้จะกินยาต่อเนื่อง แต่หากยังพบว่ามีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ขอให้รีบพบแพทย์ในโรงพยาบาลใกล้เคียงให้ได้รับการดูแลทันที.



