เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่โรงพยาบาลศรีธัญญา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานเปิดโครงการดูแลผู้ป่วยจิตเวชหลังพ้นโทษด้วยยาฉีดต้านโรคจิตชนิดออกฤทธิ์เนิ่น (Long-Acting Injectable: LAI) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธ.ค. วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ประจำปี 2568 พร้อมกล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตและความรุนแรงเป็นประเด็นสำคัญของประเทศ โดยข้อมูลรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2568 ระบุว่า คนไทยกว่า 13.4 ล้านคนเคยประสบปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคจิตเวช ขณะเดียวกันอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมสุขภาพจิตและกรมราชทัณฑ์จึงร่วมกันดำเนินโครงการนำร่องการใช้ยาฉีดต้านโรคจิตชนิดออกฤทธิ์เนิ่นกลุ่มใหม่ ในผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง รวมถึงกลุ่มผู้ต้องขังจิตเวชที่กระทำความผิดตามมาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 เพื่อประกอบการพิจารณาก่อนปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาด และกำหนดแนวทางการดูแลต่อเนื่องหลังพ้นโทษ หากผลการใช้ยาเป็นที่น่าพอใจ จะขยายโครงการครอบคลุมผู้ป่วยศูนย์เฉพาะกิจดูแลผู้กระทำผิดในคดีความรุนแรงร้ายแรง เพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำภายหลังพ้นโทษทุกคน เพิ่มโอกาสให้ผู้พ้นโทษได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง มีคุณภาพ และมีความปลอดภัย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อความสงบสุขของประชาชนและสังคมโดยรวม

นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตและกรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินโครงการการใช้ยาฉีดต้านโรคจิตชนิดออกฤทธิ์เนิ่นในกรณีผู้ต้องขังจิตเวช จะมีกิจกรรมภายใต้โครงการประกอบด้วย 1. การอบรมให้ความรู้แก่ทีมสหวิชาชีพเกี่ยวกับแนวทางการใช้ยาฉีดต้านโรคจิตชนิดออกฤทธิ์เนิ่น 2. การคัดกรองและวางแผนการรักษาสำหรับผู้ต้องขังจิตเวชที่ใกล้ได้รับการปล่อยตัว 3. การจัดระบบการส่งต่อและติดตามต่อเนื่องในชุมชนหลังพ้นโทษ ขณะนี้มีผู้ป่วยจิตเวชที่จะพ้นโทษในปี 2569 ทั้งหมด 340 ราย โดย 125 ราย เหมาะสมกับการใช้ยาฉีดออกฤทธิ์ยาว (LAI) ส่วนอีก 215 ราย ยังไม่เข้าเกณฑ์การใช้ยา ขณะที่ช่วงนำร่อง เดือนต.ค.–พ.ย. 2568 มีผู้ป่วยได้รับยาฉีดแล้ว 6 ราย และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 8 ราย
“ยาฉีด LAI จะช่วยควบคุมอาการต่อเนื่อง ลดโอกาสกลับมากำเริบซ้ำ เหมาะกับผู้ป่วยโรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้ว หรือผู้ที่ขาดผู้ดูแล ระยะเวลารักษาอาจ 1–5 ปีหรือมากกว่า โดยจะมีเครือข่ายทีมจิตเวชทั่วประเทศติดตามอาการ และสนับสนุนการสั่งยาในพื้นที่ใกล้บ้าน ไม่หลุดจากระบบการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเวชมีคุณภาพชีวิตที่ดี” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว
ด้าน นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญกับความร่วมมือครั้งนี้ เพราะเป็นการเสริมระบบดูแลผู้ต้องขังจิตเวชให้ครอบคลุมตั้งแต่ในเรือนจำจนถึงหลังพ้นโทษ โดยข้อมูลจากกองบริการทางการแพทย์ กรมราชทัณฑ์ ณ วันที่ 30 พ.ย.2568 มีผู้ต้องขังทั่วประเทศ 304,370 คน ในจำนวนนี้พบผู้ต้องขังจิตเวช 12,742 คน คิดเป็น 4.18% และมีผู้ต้องขังจิตเวชทำผิดตามมาตรา 3 ตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำฯ 3,282 คน คิดเป็น 25% ของผู้ต้องขังจิตเวชทั้งหมด ทั้งนี้กรมราชทัณฑ์จะประสานใกล้ชิดกับกรมสุขภาพจิตเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาต่อเนื่องตั้งแต่ภายในเรือนจำจนถึงชุมชน เป้าหมายคือ ลดความเสี่ยงก่อเหตุซ้ำหลังพ้นโทษ และช่วยให้ผู้ป่วยกลับสู่สังคมได้อย่างปลอดภัย โดยจะสนับสนุนให้การดำเนินการเป็นไปภายใน 6 เดือนต่อไป.



