เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่สำนักงานประกันสังคม น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) แถลงข่าวเรื่องการปรับเพดานค่าจ้างขั้นสูงของผู้ประกันตนมาตรา 33 จาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2569 ว่า เป็นการปรับเพดานเงินสมทบใหม่หลังจากอัตราเดิมใช้มาตั้งแต่ปี 2538 ในขณะที่เศรษฐกิจ สังคมมีการเปลี่ยนแปลง เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทั้งนี้การปรับเพดานใหม่จะช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม โดยการปรับแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา คือ ระยะที่ 1 ปี 2569-2571 จะปรับขึ้นเป็น 17,500 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ระยะที่ 2 ปี 2572-2574 จะปรับเป็น 20,000 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน และระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป จะใช้เพดานที่ 23,000 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน ขณะนี้ผ่าน ครม.แล้ว อยู่ระหว่างส่งให้ รมว.แรงงานลงนามและประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 โดยจะต้องจ่ายทั้งฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้าง

น.ส.กาญจนา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เมื่อเพดานค่าจ้างเพิ่มขึ้น สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับก็จะเพิ่มขึ้น โดยระยะที่ 1 จะทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น ได้แก่ เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย เดิมสูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น  8,750 บาทต่อเดือน เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ เดิมสูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน  เงินทดแทนกรณีว่างงาน เดิมสูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน เงินทดแทนกรณีคลอดบุตร เดิมสูงสุด  22,500 บาทต่อครั้ง เพิ่มเป็น 26,250 บาทต่อครั้ง เงินทดแทนกรณีเสียชีวิต เดิมสูงสุด 90,000 บาท เพิ่มเป็น 105,000 บาท  เงินบำนาญในกรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี เดิมสูงสุด 3,000 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 3,500 บาทต่อเดือน และเงินบำนาญในกรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี เดิมสูงสุด 5,250 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 6,125 บาทต่อเดือน

นายณภูมิ สุวรรณภูมิ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย กองวิจัยและพัฒนา สปส. กล่าวว่า ภาพรวมจะมีผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นประมาณ 4 ล้านคน คาดว่าจะมีรายได้จัดเก็บในปี 2569 ประมาณ 258,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 21,000 ล้านบาทต่อปี โดยมาจากเงินสมทบของรัฐบาลเพิ่มขึ้นประมาณ 4,500 ล้านบาท ฝ่ายนายจ้าง 8,000 ล้านบาท และฝ่ายลูกจ้าง  8,000 ล้านบาท 

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจะได้ทันทีตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 เลยหรือไม่ ผู้แถลงข่าวร่วมกันตอบว่า สิทธิประโยชน์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น จะเกิดสิทธิได้รับเต็มที่ เมื่อจ่ายเงินสมทบในอัตราใหม่ครบ 3 เดือนนับแต่เพดานใหม่มีผลบังคับใช้  ซึ่งจะตรงกับเดือน เม.ย.2569 ส่วนการคำนวณบำนาญชราภาพที่คิดจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายนั้น กรณีที่เงินเดือนเกิน 17,500 บาท ก็จะนำเงินเดือน 15,000 บาท และ 17,500 บาทมาคิดร่วมกัน เช่น เกิดสิทธิบำนาญในเดือน พ.ค. 2569 ก็จะคิดเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายจากเงินเดือน 15,000 บาท จำนวน 55 เดือน และเงินเดือน 17,500 บาท จำนวน 5 เดือน (นับจาก ม.ค.-พ.ค.2569 ที่เพดานใหม่มีผลบังคับใช้) เป็นต้น

เมื่อถามว่า หากการคำนวณบำนาญชราภาพเปลี่ยนไปใช้สูตรใหม่ (CARE) แล้ว การปรับเพดานค่าจ้างนี้จะส่งผลต่อการคำนวณบำนาญใหม่อย่างไร นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการ สปส. และโฆษก สปส. กล่าวว่า สูตรคำนวณบำนาญสูตรแคร์ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมร่างกฎกระทรวง หลังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำเสนอเข้าสู่กระทรวงเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมาย ก่อนจะเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาต่อไป หากมีผลบังคับใช้ การปรับเพดานค่าจ้างนี้จะเชื่อมโยงกัน เพราะเมื่อมีการปรับเพิ่มเพดานค่าจ้าง ก็จะทำให้ค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนทั้งประเทศที่จะนำมาใช้ในการคำนวณสูตรแคร์สูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากสูตรแคร์จะใช้ค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนทั้งประเทศเป็นฐานในการคำนวณแต้ม (Pension Point) แทนการใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของแต่ละคน หากค่าจ้างเฉลี่ยของประเทศสูงขึ้น ก็จะทำให้มูลค่าของแต้มที่นำมาคำนวณบำนาญสูงขึ้นด้วย จะเป็นประโยชน์กับผู้ประกันตนรวมถึงผู้ที่เงินเดือนไม่ถึง 17,500 บาท

นอกจากนี้ สูตรแคร์ยังคำนวณระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบที่เกิน 180 เดือน (15 ปี) โดยจะนำมาคิดคำนวณทุกเดือน (0.125% ต่อเดือน) ต่างจากสูตรเดิมที่คิดให้เพิ่ม 1.5% ต่อทุก 12 เดือน ดังนั้น ผู้ที่เงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท ก็จะได้รับประโยชน์จากสูตรแคร์ด้วย เนื่องจากค่าจ้างเฉลี่ยโดยรวมทั้งประเทศที่สูงขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีรัฐค้างจ่ายเงินสมทบอยู่นั้นจะมีการทวงอย่างไรหรือไม่ นางนิยดา กล่าวว่า สำนักงานฯ มีการตั้งงบประมาณเพื่อขอเงินสมทบจากรัฐบาลทุกปี แบ่งเงินสมทบประจำปีที่รัฐบาลต้องจ่ายในทุกปี รวมกับเงินสมทบที่รัฐบาลค้างชำระอยู่ จากนั้น รัฐบาลจะดูในส่วนของเงินสมทบประจำปีเพื่อรักษาวินัยทางการเงิน ส่วนที่ค้างอยู่ รัฐบาลจะดูว่าปีนั้นสามารถส่งเงินค้างชำระได้แค่ไหน แล้วจะมีการแปรญัตติเพิ่มเติมได้ ซึ่งสำนักงบประมาณทราบประเด็นนี้ และพยายามที่จะตามเงินที่ค้างชำระหนี้มาส่งให้ทุกปี.