ที่ ห้องประชุม อบจ.นราธิวาส จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.68 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราช บัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ รับฟังความเห็นภาคประชาชน

โดยมี นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกอบจ.นราธิวาส นายกูเฮง ยาวอหะซัน อดีตสส.พรรคประชาชาติ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผวจ.นราธิวาส ร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้บรรยากาศของการประชุม ประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย และเป็นประโยชน์

พ.ต.อ.ทวีกล่าวถึงประเด็นสำคัญเรื่องผลกระทบจากนโยบายรัฐที่ทำให้ประชาชนถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่า ทั้งที่เป็นที่ดินทำกินดั้งเดิม โดยจ.นราธิวาส มีที่ดินรวมประมาณ 2.8 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นเขตป่าไม้ประมาณ 9 แสนไร่ แต่จากการตรวจสอบด้วยหลักสากลโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมที่มีความละเอียดสูง พบความจริงว่า ในพื้นที่ 9 แสนไร่นั้น มีสภาพเป็นป่าที่สมบูรณ์จริงเพียง 6 แสนไร่เท่านั้น

ส่วนที่เหลืออีก 3 แสนไร่ ไม่มีสภาพเป็นป่า เป็นที่ดินโล่งเตียน หรือเป็นที่ทำกินของชาวบ้าน แต่ในทางกฎหมายกลับยังคงสถานะเป็นป่า หรือที่เราเรียกว่า  “ป่าทิพย์” ซึ่งปัญหานี้ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นผู้บุกรุก ทั้งที่อยู่มาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่

เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2484 ที่นิยามคำว่า “ป่า” ไว้ว่า “ที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน” ซึ่งหมายความว่าที่ดินแปลงใดที่ยังไม่มีโฉนด หรือเอกสารสิทธิ์ ให้ถือว่าเป็นป่าทั้งหมด นิยามนี้ทำให้แม้แต่พื้นที่กลางเมือง หรือสถานที่ราชการบางแห่ง หากไม่มีเอกสารสิทธิ์ ก็เข้าข่ายบุกรุกป่าได้เช่นกัน

สำหรับการแก้ปัญหาในอดีตที่มักใช้ “มติคณะรัฐมนตรี” เช่น มติ 30 มิ.ย.41 มาเป็นเครื่องมือในการผ่อนผัน แต่ในทางปฏิบัติเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ศาลจะต้องตัดสินตามพระราชบัญญัติ ไม่ใช่มติ ครม. ซึ่งเป็นเพียงคำสั่งฝ่ายบริหาร ทำให้เมื่อชาวบ้านถูกจับกุมและต่อสู้คดี จึงมีโอกาสแพ้คดีและติดคุกเกือบ 100%

พ.ต.อ.ทวี เสนอแนะว่า การแก้ปัญหาต้องยอมรับความจริงทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้หลักฐานภาพถ่ายทางอากาศและดาวเทียมมาพิสูจน์สิทธิ์ หากพื้นที่ใดประชาชนอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่า หรือพื้นที่นั้นไม่มีสภาพป่าจริงตามหลักวิชาการ รัฐต้องเร่งดำเนินการกันเขตออก หรือออกเอกสารสิทธิ์ให้ถูกต้อง เพื่อยุติธรรมปัญหา “ป่าทิพย์” ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ ได้ประชุมรับฟังความเห็นเพิ่ม เพื่อให้ร่างกฎหมายฉบับนี้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้สูงสุด เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเสนอร่างกฎหมายนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 และวาระ 3 ในวันที่ 12 ธ.ค.68