นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นของสวิตเซอร์แลนด์ ถึงภาพรวมหลังการเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 ที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ นครเจนีวา ว่า ตนเดินทางมาประชุมและกล่าวถ้อยแถลงด้วยตัวเอง เพื่อตอกย้ำความสำคัญที่รัฐบาลไทยมีให้กับกรณีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดที่มีการฝังใหม่ ที่ผ่านมา เราขอให้ฝ่ายกัมพูชาชี้แจง แต่คำชี้แจงของฝ่ายกัมพูชาฟังไม่ขึ้น และไม่เคยชี้แจงในกรณีที่เกิดขึ้น โดยบ่ายเบี่ยงไปมา พร้อมบอกว่าไม่มีการฝังทุ่นระเบิดใหม่ เป็นทุ่นระเบิดเดิม ฝ่ายไทยจึงรู้สึกว่าเราอดทนมามากแล้ว และในเมื่ออนุสัญญาออตตาวาที่มีขั้นตอนอยู่แล้ว รวมถึงต่างคนต่างเป็นภาคีฯ จึงควรดำเนินการตามบทบัญญัติที่มีอยู่ในอนุสัญญา

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไทยได้ดำเนินการไปแล้วในขั้นต้น คือขอคำชี้แจง แต่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ได้ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฉะนั้นในขั้นตอนต่อไป เราจะให้เลขาธิการสหประชาชาติ หรือผู้แทนที่ได้รับการแต่งตั้งมาช่วยประสานและหาทางออก ตามที่ปรากฏในบทบัญญัติข้อ 8 ของอนุสัญญาฯ ที่เราเรียกร้องให้ดำเนินการ เพราะเราเห็นว่าหากใช้บทบาทดังกล่าว น่าจะมีการประสานและจัดตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่เป็นอิสระและเป็นผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้งจะได้ทราบข้อเท็จจริงว่าคืออะไร ดังนั้น หากมีการจัดตั้งคณะตรวจสอบ ฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาก็ต้องให้ความร่วมมือ จึงมองว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด และเป็นเจตนาของไทย เนื่องจากทหารไทยบาดเจ็บและคนไทยก็รู้สึกเจ็บปวดกับกรณีเหล่านี้

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนฝ่ายกัมพูชาไม่ได้มีอะไรใหม่ พร้อมบอกในที่ประชุมว่า เหตุการณ์ทั้งหมดมาจากการยั่วยุของฝ่ายไทย และไม่มีทุ่นระเบิดใหม่ ทั้งที่มาแล้ว ฝ่ายไทยจึงได้นำข้อมูลหนังสือยืนยันผลจากคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (เอโอที) มาเปิดในที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา และอธิบายชี้แจงเพิ่มเติม

“ทุกครั้งกัมพูชาจะบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า เหมือนเขาถูกกลั่นแกล้ง แต่ทหารประเทศเขาไม่เคยเหยียบกับระเบิด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยที่ใหญ่กว่า จะมากลั่นแกล้งอะไร เขาพูดว่าเขามุ่งมั่นที่อยากจะมีสันติภาพ ก็ต้องมีด้วยการกระทำ” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ ระบุว่า หลังจากนั้นฝ่ายกัมพูชาได้มีการชี้แจงท่าทีเขา ตนจึงได้ให้ น.ส.อุศณา พีรานนท์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ชี้แจงแทน โดยใช้หลักฐานที่มีอยู่ และเคยส่งไปให้องค์การสหประชาชาติแล้ว อาทิ วิดีโอการแสดงการใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งเก็บได้จากกล้องโทรศัพท์ของทหารกัมพูชา รวมถึงเอกสารเอโอที ฝ่ายไทย ว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นระเบิดใหม่มาแสดง โดยเราได้ขออนุญาตก่อนแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชาได้ประท้วงและบอกว่าต้องชี้แจงด้วยถ้อยคำเท่านั้น แต่ประธานรัฐภาคีฯ เห็นว่าชี้แจงอย่างไรก็ได้ ตนจึงมองว่าเป็นวิธีการเชิงรุกที่ดี เพราะทำให้อีกฝ่ายเดือดร้อนเช่นกัน

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่อาจจะดีอย่างหนึ่งคือกัมพูชาพูดว่าต้องการจะมีการจัดตั้งคณะตรวจสอบร่วมกัน เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ แต่เราไม่รู้ว่าเจตนาของเขาเป็นอย่างไร หรือเพื่อซื้อเวลา เพราะเรื่องนี้ทั้ง 2 ฝ่ายต้องคุยกันอีกนาน ฉะนั้นก็ต้องดูกันต่อไป รวมทั้งต้องใจกว้างดูสิ่งที่เขาเสนอและเราเสนอว่าไปด้วยกันได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม กลไกของการจัดตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ยังมีกระบวนการอีกหลายอย่าง และไม่สามารถจัดตั้งได้ทันที แต่เราได้เริ่มผลักดันแล้วให้มีการจัดตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง ดังนั้น ทุกอย่างจะต้องทำตามภายใต้บทบัญญัติที่ระบุไว้ในอนุสัญญาออตตาวา เพื่อให้เลขาธิการสหประชาชาติประสานจัดตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

เมื่อถามว่าพอใจในภาพรวมของการประชุมครั้งนี้หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เรามาเองแสดงให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ซึ่งตนคิดว่าเราทำเต็มที่แล้ว แต่กัมพูชาไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 7 ครั้ง