พบว่าคนไทยต้องทนสูดดมฝุ่นพิษ โดยแบ่งความรุนแรงได้ คือ 25 จังหวัด มีวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานรวมกันมากกว่า 4 เดือน ส่วน 28 จังหวัด ต้องเผชิญกับค่าฝุ่นเกินมาตรฐานรวมกันมากกว่า 3 เดือน พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด กระจายตัวอย่างชัดเจนในภาคเหนือและอีสานตอนบน ซึ่งบางจังหวัดมีสถิติวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานสูงถึงกว่า 112 วันต่อปี
ขณะที่ข้อมูลรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ประจำปี 2567 ของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนของสถานการณ์คุณภาพอากาศในรอบ 10 ปี ( 2557-2567) พบว่า ฝุ่นละออง PM2.5 ค่าเฉลี่่ยรายปีภาพรวมทั่วประเทศมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 67 มีค่าเฉลี่่ยรายปีทั่วประเทศ 24 ไมโครกรัมต่อลููกบาศก์์เมตร(มคก./ลบ.ม.) ลดลงจากปี 2566 ร้อยละ 8 ( ปี 66 มีค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ 26 มคก./ลบ.ม.) จากข้อมูลจุดตรวจวัดคุณภาพอากาศ 96 สถานีทั่วประเทศ พบค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุดอยู่ที่ 21.9-218.6 มคก./ลบ.ม. ค่าเฉลี่ยรายปีอยู่ในช่วง 10-40 มคก./ลบ.ม.
ฝุ่นละออง PM2.5 พื้นที่ กทม.และปริมณฑล ปี 67 ภาพรวมในช่วงวิกฤต (ระหว่างวันที่ 1 พ.ย.66 -31 มี.ค.67) ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 มีแนวโน้มลดลง โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 32 มคก./ลบ.ม. ลดลงจากปี 66 ร้อยละ 3 ( ปี 66 มีค่าเฉลี่ย 33 มคก./ลบ.ม.) จำนวนวันที่ฝุ่น PM 2.5เกินค่ามาตรฐาน 97 วัน ซึ่งลดลงจากปี 66 ร้อยละ 5 (ปี 66 มีจำนวนวันที่เกินมาตรฐาน 102 วัน
ส่วนสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และจำนวนจุดความร้อนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ในภาพรวม พบว่า มีแนวโน้มรุนแรงลดลง ในช่วงวิกฤตปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง (ระหว่าง 1 ม.ค. – 31 พ.ค. 67) ฝุ่น PM2.5 มีค่าเฉลี่ย 47 มคก./ลบ.ม. (ปี 66 มีค่าเฉลี่ย 62 มคก./ลบ.ม.) มีจำนวนวันที่เกินมาตรฐาน 131 วัน (ปี 66 มีจำนวนวันที่เกินมาตรฐาน 135 วัน ) และมีจุดความร้อนสะสม (hotspot) จำนวน 79,859 จุุด (ปี 66 มีจุุดความร้อนสะสม 109,035 จุุด)
อย่างไรก็ตามแม้ตัวเลขสถิติฝุ่น PM 2.5 จากหน่วยงานภาครัฐจะระบุว่ามีแนวโน้มลดลง อันเป็นผลมาจากการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้นของทุกฝ่าย แต่ในความรู้สึกของประชาชน สถานการณ์ฝุ่นดูเหมือนจะยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควรจะเป็น และยังสร้างความหวั่นวิตกให้ประชาชนเสมอมา
ทั้งนี้หนึ่งในมาตรการที่ภาครัฐงัดมารับมือกับการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ โดยเฉพาะในเมืองกรุงในปีนี้เป็นปีแรก คือการประกาศให้พื้นที่กทม.เป็นเขต “ควบคุมมลพิษ” ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมาเพื่อให้อำนาจ กทม.ในการออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ในช่วงวิกฤต ซึ่งก็ต้องรอชมว่าการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆ จะทำได้จริงหรือไม่
นอกจากนั้นเรื่องสำคัญที่คนไทยตั้งตารออยู่คือร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด หรือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่จะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ โดยสาระสำคัญของกฎหมายคือหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย พร้อมมีกองทุนอากาศสะอาด และกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเข้าถึงข้อมูลและกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มข้นขึ้นเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด วุฒิสภา
แต่ล่าสุด “สส.ตี๋”ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามว่าทำไมการพิจารณาร่างกฎหมายนี้ ของ สว.จึงช้าเป็นเต่าคลาน ในขณะที่ประชาชนกำลังสูดฝุ่นพิษ ซ้ำยังประชุมแบบเกียจคร้าน โดยประชุมครั้งล่าสุดเมื่อ 4 ธ.ค. และนัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 18 ธ.ค. เหตุที่ช้าเพราะมัวรอ สว.หาช่องให้กลุ่มทุนเข้ามามีอำนาจในกฎหมายอากาศสะอาดหรือไม่ ถ้ากฎหมายผ่านไม่ทันสภาชุดนี้ ตัวต้นเหตุเป็นเพราะ สว.ตั้งใจเตะถ่วง
ดังนั้นเมื่อลีลา สว. ในสภาสีน้ำเงินต่อร่างกฎหมายอากาศสะอาดออกรูปนี้ จึงต้องถามไปยังรัฐบาล “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าจะเอาอย่างไรกับการแก้ปัญหาฝุ่นพิษที่กระทบทั้งต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชน ไปจนถึงภาคธุรกิจ เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สุดท้ายฝ่ายการเมืองจะจมฝุ่นพิษเสียคะแนนนิยมเอง.



