นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง นอกจากจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนและการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่อย่างหนัก ซึ่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจนที่สุด นำไปสู่การอพยพผู้คนชาวไทยออกนอกพื้นที่หลายแสนคน ในหลายจังหวัดที่มีเขตชายแดนติดต่อกัน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิต ซึ่งการอพยพนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ปัจจุบันตัวเลขการซื้อขายและการค้าขายชายแดนกับกัมพูชาลดลงเหลือเพียง 0.5% หมายความว่า การค้าขายได้หายไปถึง 99.5% อีกทั้งตามสถิติของกรมศุลกากร สถานการณ์นี้เหมือนกับการปิดด่านเกือบถาวรแล้ว ซึ่งการปิดด่านที่ผ่านมาก็กระทบการซื้อขายกันต่อวันที่ 500 ล้านบาท
“การอพยพยังทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพต้องหยุดชะงัก หลายอุตสาหกรรมต้องหยุดลง เช่น การทำภาคการเกษตร ทำนา ทำไร่ ไม่ได้ รวมถึงโรงงานและโรงเรียนต้องหยุดเพื่อความปลอดภัย การค้าขายในบริเวณ 3-4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบก็ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะคำนวณมูลค่าความเสียหายที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้และหวังว่าประเทศไทยจะสามารถดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อไม่ให้สถานการณ์ยืดเยื้อเกินไป เพราะสิ่งที่กระทบเพิ่มขึ้นคือขวัญและกำลังใจของประชาชนที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน”
ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กัมพูชาเป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์และยั่วยุอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการกระทำที่ผิดต่อสนธิสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง นั่นคือการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ การยั่วยุอย่างต่อเนื่องนี้รวมถึงการวางกับระเบิดในเขตประเทศ ทำให้ทหารไทยต้องสูญเสีย ซี่งขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศได้นำเอาหลักฐานที่ชัดเจนไปชี้แจงล่าสุด โดยเฉพาะหลักฐานที่ได้จากโทรศัพท์มือถือที่ยึดได้จากทหารกัมพูชาในการรบครั้งแรก ๆ โดยหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์ และมีการบันทึกการสาธิตหรือโชว์การวางระเบิดไว้ในเครื่อง ทำให้ผู้แทนของกัมพูชาที่เข้าร่วมประชุมแสดงความตกใจและพยายามคัดค้านไม่ให้มีการนำเสนอ
“หลังจากการนำเสนอหลักฐานไม่กี่วัน ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทางกัมพูชาใช้เครื่องยิงต่าง ๆ ยิงเข้ามาที่ฐานของไทย ซึ่งทำให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บและมีการปะทะด้วยปืนเล็ก และมีการปะทะด้วยปืนต่อต้านที่มีศักยภาพการทำลายที่รุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2568 ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเช้า กองทัพอากาศจึงได้ส่งเครื่องบิน F16 ไปทิ้งระเบิด ในจุดเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เป็นแหล่งซ่องสุม หรือมีการติดตั้งอาวุธร้ายแรงที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย”
นายเกรียงไกร กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบต่อเรื่องที่สหรัฐเคยใช้เป็นเงื่อนไขผูกติดไว้ ซึ่งในปัจจุบัน สหรัฐ โดย USTR ได้มีจดหมายอย่างเป็นทางการมายังประเทศไทย เพื่อขอให้ “หยุดกระบวนการเจรจา” กับสหรัฐ ผ่าน USCR ไปก่อน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐ ยังคงเอาเรื่องนี้เป็นเงื่อนไขอยู่ สถานะของการเจรจาจึงเท่าเดิม คือหยุดไว้และไม่มีการเจรจาเพิ่มเติม ดังนั้น ประเทศไทยต้องชี้แจงและทำความเข้าใจกับสหรัฐ โดยยืนยันถึงหลักฐานที่มีอยู่ว่าค่อนข้างชัดเจน ดังนั้น ตอนนี้อาจจะต้องรอดูท่าทีของสหรัฐอีกครั้งในเรื่องของการเจรจาภาษี



