นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจาภาษีสหรัฐว่า ไม่แน่ใจหลังจากกรณีที่เกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุดนี้ จะมีผลต่อการปิดดีลเจรจาภาษีสิ้นปีนี้หรือไม่ แต่สิ่งที่ยืนยันในตอนนี้จากการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการหารือกับภาคเอกชนไปก่อนหน้านี้ ไทยพร้อมที่จะเดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้น เราไม่ได้ทำอะไรผิด การดำเนินการทั้งหมดสมเหตุสมผล และก่อนหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเองก็ได้ชี้แจงแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย
“ก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน หากสอบถามถึงการเดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐ เรามีความพร้อมและมีความมั่นใจอย่างมากที่จะเดินหน้าให้ได้ตามเป้าหมายที่มองไว้ แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ทำให้เราไม่แน่ใจบ้าง แต่สิ่งที่ไทยยืนยันได้ว่า เราตอบโต้ตามเหตุและผลของการปะทะ ทำทุกอย่างตามขั้นตอน และเชื่อว่าสหรัฐเองจะเข้าใจว่าไทยไม่ได้ไปรุกราน และสหรัฐเองไม่น่าจะติดปัญหาเรื่องนี้”
ทั้งนี้ แม้เป้าหมายการปิดการเจรจาที่เราตั้งไว้ให้จบภายในสิ้นปี 2568 นี้ มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อว่าอัตราภาษี 19% ที่ไทยได้นั้น ก็ยังคงเดินหน้าต่อ แม้บางประเทศจะมีการปิดดีลการเจรจาไปแล้ว อย่างเช่น มาเลเซีย และกัมพูชา แล้วก็ตาม แต่นั่นก็เป็นตัวอย่างให้ไทยได้ทำการศึกษาว่าการเจรจาสหรัฐต่อไปนั้น ไทยจะต้องเดินหน้าเจรจาอย่างไร เพื่อให้ไทยได้จบดีลที่อย่างน้อยต่ำกว่าหรือดีกว่า แต่ทั้งนี้ ก็ต้องยอมรับว่าการเดินหน้าเจรจานั้นยังไม่มีความแน่นอนว่าจะเดินหน้าได้หรือไม่ แต่ก็ยังเชื่อว่าแม้จะชะลอออกไปไทยก็ยังไม่ได้รับผลกระทบ
นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับกรณีที่ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) มีการส่งหนังสือมาที่ประเทศไทย ในการระงับการเจรจานั้น ก่อนที่ผู้นำของไทยและสหรัฐจะมีการพูดคุยกัน รวมไปถึงการพูดคุยกับผู้นำของมาเลเซีย แต่ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ไทยได้รับหนังสือจาก USTR กระทรวงพาณิชย์เองได้ทำหนังสือตอบกลับแล้ว ว่าผู้นำของทั้ง 2 ประเทศได้มีการหารือกันแล้ว และประเทศไทยยังมีความตั้งใจที่จะเดินหน้าเจรจาภาษีกับสหรัฐต่อไป แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับหนังสือตอบกลับจาก USTR แต่อย่างไร
อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้หยุดที่จะหารือและเจรจาภาษีกับสหรัฐ และพร้อมยังส่งสัญญาณจากภาคเอกชนไม่ว่าจากเอกชนไทย และเอกชนสหรัฐ รวมไปถึงช่องทางทางการทูต ว่าเรายังต้องการเดินหน้าเจรจาอยู่ และผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์นั้น คือเอกชนสหรัฐที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ทั้งนี้ ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์ด้านการเจรจาต่อไป รวมไปถึงการพิจารณาของศาลสหรัฐเรื่องภาษีจะมีผลอย่างไรด้วย



