วันที่ 11 ธ.ค. นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักลงทุนทั้งไทย และต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี มาหารือกับหอการค้า ถึงการจะย้ายฐานการผลิตจากประเทศกัมพูชา กลับมายังประเทศไทย

หลังจากที่ผ่านมาบางส่วนย้ายฐานการผลิตไปยังกัมพูชา บางส่วนไปตั้งโรงงานที่กัมพูชา จากประเด็นค่าแรงถูก และได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งตนก็ได้แนะนำว่า ให้ย้ายกลับมาประเทศไทยดีกว่า เนื่องจากมีจุดแข็งเรื่องซัพพายเชนชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ต้องมีค่าขนส่ง รวมทั้งเรื่องสิทธิทางภาษี หารือร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ และเร็วๆนี้ ไทยจะเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ใกล้แล้วเสร็จ

“ก่อนหน้านี้นักลงทุนย้ายไปกัมพูชา เพราะเรื่องค่าแรงที่ถูกกว่าไทย แต่ตอนนี้หลายๆเรื่องยังไม่จบ แล้วดูยืดเยื้อ มองว่า กลับมาไทยดีกว่า ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง ซัพพายเชน ชิ้นส่วนต่างๆ สถานการณต่างๆ มั่งคงกว่า กลับมาเถอะเชื่อผม ตอนนี้ประเทศไทย มีสิทธิประโยชน์การลงทุนดี มีจุดแข็งหลายๆเรื่องที่ดี เราเป็น วี อาร์ เดอะ เกรท อาเซียน ฮับ”

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (โออาร์) กล่าวว่า ขณะนี้โออาร์ อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์เหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด จะดูพัฒนาการก่อนว่า สถานการณ์จะไปทางไหนอย่างไร ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ถ้ายังยืดเยื้อ และยังมีความรุนแรง เราอาจต้องตัดสินใจแผนการลงทุนให้เร็วขึ้น ซึ่งตอนนี้ยังเร็วไปที่จะตอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้โออาร์ ระบุว่า อยู่ระหว่างพิจารณาตัดสินใจปรับเปลี่ยนการลงทุนในกัมพูชา หลังจากยอดขายในกัมพูชาปรับลดลงถึง 50-60% จากปีก่อน แม้คิดเป็น 2-3% ของกำไร เนื่องจากเหตุการณ์ปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา จนเกิดกระแสต่อต้านสินค้าไทย ทำให้สถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น ในกัมพูชาที่เคยมีอยู่ประมาณ 200 แห่ง โดยเป็นปั๊มน้ำมันที่โออาร์ เป็นเจ้าของ 10% ส่วนใหญ่เป็นของดีลเลอร์ มีการเปลี่ยนย้ายค่ายไปเป็นแบรนด์อื่นประมาณ 40-50 แห่ง ล่าสุดสถานีบริการในกัมพูชาเหลือประมาณ 150 แห่ง เช่นเดียวกับร้านกาแฟคาเฟ่ อเมซอนที่เหลืออยู่ประมาณ 150 สาขา ตามแผนซินาริโอ กรณีเลวร้ายสุด บริษัทฯ คงต้องยุติการทำธุรกิจ โดยตอนนี้ได้คิดไว้หลายซินาริโอ เพราะต้องติดตามสถานการณ์ ความชัดเจนจะรู้ภายในเดือนธ.ค.นี้ หรืออย่างช้าเดือนม.ค. 69