จากนั้นเวลา 13.30 น. วันที่ 11 ธ.ค. 68 ที่รัฐสภา มีการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. .. ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 2


โดยได้เข้าสู่การพิจารณา มาตรา 256 /26 ที่ กมธ.เสียงข้างมากกำหนดสาระสำคัญให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญส่งให้ที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบ โดยมีเนื้อหาสำคัญ อาทิ 1.มีการรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันเป็นหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกมิได้ 2.การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยสมาชิกรัฐสภาอภิปรายแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง ทั้งการเสนอให้คงไว้เรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การจำกัดขอบเขตการใช้อำนาจรัฐ การใช้ดุลพินิจขององค์กรรัฐ การคงไว้ซึ่งอำนาจของ สว. การสนับสนุนการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น อาทิ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรวางขอบเขตการใช้ดุลพินิจองค์กรรัฐ การควบคุมมิให้ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแถมในสิ่งที่ไม่ได้ถาม จึงควรจำกัดอำนาจองค์กรอิสระ ไม่ให้ดุลพินิจ 9 คน มาตัดสินคนที่ประชาชนเลือกมาทั้งประเทศ ไม่ต้องเปลี่ยนนายกฯ ทุก 1 ปี เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ขัดเจตนารมณ์ประชาชน หรือหลายคดีในองค์กรอิสระ เช่น กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ที่ ป.ป.ช. ยังไม่ยอมดำเนินการ แต่กรณีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่ ป.ป.ช. เตรียมจะตัดสินในเดือน ธ.ค. นี้ ทั้งสองคดีมีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่



นายพิศิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะ กมธ. อภิปรายว่า หลังจากสงวนความเห็นเพิ่มเติมเนื้อหาการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้มี 3 เรื่องคือ 1.การเปิดโอกาสให้ สว. ที่พ้นวาระแล้ว ลงสมัครเป็น สส. ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดระยะเวลา ภายหลังจากสมาชิกภาพการเป็น สว. สิ้นสุดลง แต่ลงสมัคร สว. ไม่ได้ 2.มีบทเฉพาะกาลให้รับรองสมาชิกภาพ สว. ให้ดำรงตำแหน่งจนครบวาระ 5 ปี 3.บทเฉพาะกาลให้มีการรับรองวาระดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระให้ดำรงตำแหน่ง จนครบวาระ ปรากฏว่า สว.ส่วนใหญ่ทักท้วง เพราะเกรงว่า อาจถูกครหาว่า ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ยื้ออำนาจ สว. ไว้ ดังนั้นเพื่อความสง่างาม ถอนข้อสงสัยออกจากวาระซ่อนเร้นการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ให้การจัดทำรัฐธรรมนูญปราศจากข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน จึงขอถอนสิ่งที่สงวนความเห็นทั้ง 3 ข้อ โดยไม่ติดใจใดๆ


ด้านนายธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญใหม่ควรจำกัดขอบเขตการใช้ดุลพินิจองค์กรอิสระ เพราะถูกตั้งคำถามมากมาย เรื่องอำนาจล้นฟ้าของศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน ควรให้อำนาจวินิจฉัยเฉพาะการพิจารณาบทบัญญัติที่ขัดรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่วินิจฉัยแถมให้ประเทศวุ่นวาย ล่าสุด วินิจฉัยการแก้รัฐธรรมนูญแถมไม่ให้รัฐสภาเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง เชื่อว่าประชาชนยังจดจำวลีของตุลาการรัฐธรรมนูญคนหนึ่งได้ดีว่า ให้ประเทศหมดถนนลูกรัง ค่อยมีรถไฟความเร็วสูง เป็นการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจชี้นำการบริหารประเทศของรัฐบาล จึงควรมีกลไกป้องกันและตรวจสอบการใช้อำนาจตามอำเภอใจขององค์กรอิสระ และมีมาตรการถอดถอน ลงโทษบุคคลในองค์กรของรัฐ องค์กรอิสระ และองค์กรตุลาการ โดยสภาผู้แทนราษฎรและประชาชน อย่างไรก็ตามดูแล้วการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่ได้จะได้ใช้ประโยชน์ เพราะมีการพูดถึงเรื่องยุบสภาทุกวัน.



