การยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ส่งแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ หลังร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ‘ถูกตัดตอนกลางคัน’ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 ที่กำหนดให้ร่างกฎหมายซึ่งยังไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา ‘เป็นอันตกไป’ ทันที ช่วงรอยต่อ 3-5 เดือนก่อนจะได้รัฐบาลใหม่ ส่งผลให้การออกกฎหมายและนโยบายใหม่ต้องหยุดชะงักชั่วคราว
‘อากาศสะอาด’ ไม่รอด วุฒิสภาขยายเวลาพิจารณา
หนึ่งในร่างกฎหมายที่ถูกจับตามากที่สุดคือ ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ…. ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเพิ่งลงมติวาระ 3 ผ่านด้วยคะแนนเอกฉันท์ 309 เสียง เมื่อ 21 ตุลาคม 2568 แต่การพิจารณาในชั้นวุฒิสภากลับถูกคณะกรรมาธิการวิสามัญขยายเวลาพิจารณาออกไป 30 วัน ถึง 2 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ร่างกฎหมายไม่ทันเข้าสู่การลงมติในวุฒิสภาก่อนสภาถูกยุบ และต้องตกไปโดยอัตโนมัติ
การยืดเวลาพิจารณาถูกมองว่าเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านจากบางภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่กังวลเรื่องต้นทุน เช่น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่เรียกร้องให้ทบทวนผลกระทบให้รอบด้าน ทำให้กระบวนการล่าช้า และปล่อยให้ร่างกฎหมายไม่ทันผ่านเข้าสู่ช่วงวิกฤต PM2.5
PRTR สะดุดไม่ต่างกัน
ร่าง พ.ร.บ. การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ซึ่งเป็นกฎหมายด้านความโปร่งใส แม้จะผ่านคณะกรรมาธิการพิจารณารายมาตราแล้ว และเตรียมเข้าสู่วาระ 2–3 แต่ก็ไม่ทันเข้าสู่การลงมติในสภา ทำให้ร่างกฎหมายต้องตกไปเช่นเดียวกัน ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลสารมลพิษจากโรงงานต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
พ.ร.บ. โลกร้อนไม่ตก แต่โมเมนตัมหาย เสี่ยงกระทบ CBAM ปี 2026
ต่างจากสองฉบับแรก ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ…. ไม่ตกไป เพราะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการเมื่อ 2 ธันวาคม 2568
อย่างไรก็ตาม การยุบสภาทำให้แรงผลักดันเชิงการเมืองหายไปทันที ส่งผลให้การผลักดันกฎหมายเข้าสู่รัฐสภาต้องเลื่อนออกไป และทำให้เครื่องมือสำคัญอย่างระบบราคาคาร์บอน ทั้ง ETS และภาษีคาร์บอน อาจล่าช้า ซึ่งกระทบต่อการเตรียมรับกลไก CBAM ของสหภาพยุโรปที่จะเริ่มเต็มรูปแบบปี 2569
ความล่าช้าที่เกิดขึ้นนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของไทย (NDC 3.0) ที่ตั้งเป้าลดการปล่อย 47% ภายในปี 2573 และเดินหน้า Net Zero ปี 2593 ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยกรอบกฎหมายชัดเจนรองรับ
ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์
1. ช่องว่างทางกฎหมาย 3-5 เดือน
จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและตั้งรัฐบาลใหม่ ไทยจะไม่สามารถออกกฎหมายขับเคลื่อนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมใดๆ เพื่อรับมือมลพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้
2. ความเสี่ยงด้านการค้า (CBAM)
หากไทยไม่มีกฎหมายด้านคาร์บอนรองรับ ผู้ประกอบการส่งออกไปยุโรปจะต้องแบกรับต้นทุนภาษีคาร์บอนโดยตรง ทำให้เสียเปรียบคู่แข่งที่มีระบบราคาคาร์บอนพร้อมกว่า
3. ความเปราะบางด้านสุขภาพ
การไม่มีร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ทำให้การจัดตั้งกองทุน และมาตรการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นพิษต้องหยุดชะงัก ขณะที่ไทยกำลังเข้าสู่ช่วง PM2.5 หนักสุดของปี
4. ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง
การถ่วงเวลาร่างกฎหมายสาธารณะถูกตั้งข้อสังเกตว่า เกี่ยวข้องกับอิทธิพลของผลประโยชน์บางกลุ่ม สะท้อนได้ถึงปัญหาธรรมาภิบาลที่ยังฝังรากอยู่ในระบบการเมืองไทย
รัฐบาลใหม่ต้องฟื้นกฎหมายภายใน 60 วัน
เมื่อมีการตั้งรัฐบาลใหม่ คณะรัฐมนตรีสามารถใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 วรรคสอง เสนอให้รัฐสภาชุดใหม่ฟื้นการพิจารณาร่างกฎหมายที่ตกไป โดยต้องดำเนินการภายใน 60 วันหลังเปิดประชุมสภา
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมเห็นตรงกันว่า ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด และร่าง พ.ร.บ. PRTR ควรถูกหยิบขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วน ขณะที่ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรเร่งผลักดันเข้าสู่รัฐสภา เพื่อไม่ให้ไทยเสียจังหวะในการแข่งขันในยุคคาร์บอนต่ำ
การยุบสภา 2568 ส่งแรงกระแทกต่อร่างกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นรากฐานของสุขภาพประชาชน การค้าระหว่างประเทศ และเป้าหมาย Net Zero ของไทย ดังนั้นการฟื้นฟูกฎหมายเหล่านี้คือบททดสอบสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ ว่าไทยจะเดินหน้าเศรษฐกิจสีเขียวได้เร็วแค่ไหน หรือจะต้องแบกรับต้นทุนจากความล่าช้าต่อไป



