เกมนี้ “พรรคประชาชน” ถือเป็นผู้บาดเจ็บสาหัส ถ้าจับชีพจรตรวจอาการ ก็ไม่ต่างจากคนไข้ในภาวะโคม่า ต้องเร่งปั๊มหัวใจแบบด่วนจี๋ จากการเสนอตัวเป็นฝ่ายค้ำให้ “นายก ฯ หนู” ตั้งรัฐบาลจนขบวนรถทัวร์รุมถล่ม พร้อมกองแช่งที่รอวันนี้มาถึง พรรคส้มต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่าเพราะถูกพรรคสีน้ำเงินฉีก MOA ทิ้ง จน “ต้มส้ม” เป็นเมนูเด็ดที่ถูกนำมาเปรียบเปรยสถานการณ์การเมืองไทยในเวลานี้
หลายฝ่ายมองว่าศึกครั้งนี้เป็นการวัดฝีมือว่าพรรคประชาชนยังอ่อนหัดทางการเมือง ต้องใช้เวลาฝึกวิทยายุทธ์อีกพอสมควร แม้ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะตั้งโต๊ะแถลงพร้อม 3 แคนดิเดตนายกฯ ปฏิเสธว่าพรรคประชาชน “ไม่ได้ไร้เดียงสาทางการเมือง” ทุกอย่างที่ตัดสินใจ ผ่านการคิดวิเคราะห์ฟังเสียงทุกฝ่ายมาหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงวิจารณ์ไล่หลังรุมถล่มยับว่าการที่พรรคประชาชน เตรียมยื่นซักฟอกรัฐบาล “นายกฯ หนู” สุดท้ายต้องเปิดจบด้วยการยุบสภา และจะเป็นปิดจบศึกสู้รบไทย-กัมพูชา ที่กำลังยิงกันดุเดือดหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าเวทีประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกกลบด้วยข่าวการสู้รบชายแดน แต่พรรคประชาชนเลือกวิธีนี้จะเป็นการสวนความรู้สึกของประชาชนบางส่วนหรือไม่
โดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า พรรคประชาชน “ในยามที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ประกาศว่ารัฐบาลไม่ได้ผิดร้ายแรง แต่ในยามพลาดหวังจากการแก้รัฐธรรมนูญตามแบบที่ต้องการกลับยอมใช้การแลกความเสี่ยงของการปกป้องอธิปไตยของชาติ ที่ต้องการความร่วมกับมือกับทุกฝ่าย และความล่าช้าของการฟื้นฟูมหาอุทกภัย ตัดสินใจล้มกระดานการเมือง ขอเรียกร้องให้ทุกพรรค หยุดต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองในทุกวิธีการ และหันมาร่วมมือกันแก้ปัญหาวิกฤตเฉพาะหน้าของชาติ”
ในช่วงระยะเวลานี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของพรรคประชาชน จากเดิมที่เป็นฝ่ายค้านเชิงรุกสู่การเป็นพันธมิตรกับ “รัฐบาลอนุทิน” จนนำไปสู่การแตกหัก ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และแรงสั่นสะเทือนภายใน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหากลยุทธ์ใหม่ กลับไปเน้นถึงเรื่องมวลชน การสื่อสารเชิงรุก เพราะพรรคประชาชนมีฐานการเมืองเหนียวแน่นด้วยความชัดเจนด้านอุดมการณ์ มีนักการเมืองรุ่นใหม่เป็นตัวเลือก แต่ขาดเพื่อนไร้มิตรในสนามการเมือง จึงแก้ปัญหาวิกฤติความเปลี่ยนแปลงได้ไม่ทัน
นอกจากนั้นมรสุมใหญ่ที่กำลังจะถาโถมเข้ามาคือกรณี 44 สส. เข้าชื่อแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่ง ป.ป.ช. กำลังลับมีดรอ โดยรอเพียงสัญญาณจากผู้มีอำนาจเท่านั้น ถ้ามีการชี้มูลหลังการเปิดรับสมัคร สส. ไปแล้ว และ 2 แคนดิเดตนายกฯ พรรคส้มอย่าง “หัวหน้าเท้ง” และ “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ติดร่างแหไปด้วย ก็จะทำให้เหลือแคนดิเดตเพียงคนเดียว คือ “ดร.ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ถือเป็นอีกวิบากกรรมที่รอพรรคส้มอยู่
จังหวะนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพรรคประชาชนที่ต้องเร่งกู้สัญญาณชีพของตัวเองกลับมา ถ้าไม่เร่งปรับยุทธศาสตร์ ฟื้นคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน จะไม่มีโอกาสได้พุ่งชนเป้าหมายคว้า 250 เสียง หรือตั้งรัฐบาลพรรคเดียวสำเร็จ แต่จะกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านซ้ำซากตลอดไป.



