เมื่อวันที่ 13 พ.ค. นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ว่าที่ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อารยะขัดขืนของเนติวิทย์ กับภารกิจเปลี่ยนระบบการบังคับเกณฑ์ทหารสู่ระบบสมัครใจ ผมไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล รธน.
จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 (การบังคับเกณฑ์ทหาร) ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งมาตรา 26 (การจำกัดสิทธิเสรีภาพ) และมาตรา 31 (เสรีภาพในการถือศาสนา) ส่งผลให้ “เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล” อาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกจากการแสดงจุดยืนทางอุดมการณ์
เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่มันคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่า “กฎหมายที่ล้าหลังกำลังปะทะกับคุณค่าของโลกยุคใหม่” ผมในฐานะผลักดันการยกเลิกบังคับการเกณฑ์ทหาร และเสนอ ร่าง พ.ร.บ.รับราชการทหาร ฉบับแก้ไขปรับปรุง แบบสมัครใจ ผมเฝ้ามองเหตุการณ์นี้ด้วยความเข้าใจในเจตนารมณ์ของเนติวิทย์ แม้ในทางกระบวนการยุติธรรมเราต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาล แต่ในทางนิติบัญญัติ เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า “เสียงสะท้อน” จากการอารยะขัดขืนครั้งนี้ คือเสียงเดียวกับที่คนรุ่นใหม่ทั่วประเทศหลายๆ คนที่กำลังตั้งคำถามต่อรัฐ ทำไมเรายังต้องใช้กฎหมายปี 2497 บังคับชีวิตคนในปี 2569 ?
สิ่งที่พรรคประชาชนกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือการปฏิรูปกองทัพ ผ่านกลไกการ “แก้กฎหมายที่ต้นตอ” ร่าง พ.ร.บ.รับราชการทหาร ที่ผมเสนอ ไม่ใช่การยกเลิกกองทัพ แต่คือการปฏิรูปให้เป็น “ระบบสมัครใจ” อย่างแท้จริง เปลี่ยนจาก “หน้าที่บังคับ” เป็น “สิทธิสมัครใจ” เพื่อให้บุคคลทุกคน ไม่เฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง มีสิทธิเลือกเป็นทหารอาชีพ โดยไม่ต้องเสียโอกาสการประกอบอาชีพ ภาระอื่น ๆ ยกระดับศักดิ์ศรีทหารประจำการกองประจำการการฝึกต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล ปราศจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน และต้องไม่มีใครถูกนำไปเป็น “ทหารรับใช้” เหมือนในสถานการณ์ปัจจุบัน
สุดท้ายผมขอวิพากษ์วิจารณ์ว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นด้วย เพราะ พ.ร.บ.นี้ถูกแก้ไขมาสักประมาณ 5 ครั้ง อาทิ พ.ร.บ. รับราชการทหาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2498 มีการแก้ไข เนื่องจากสถานการณ์ในขณะนั้น (ยุคสงครามเย็น) มีความจำเป็นต้องเกณฑ์ชายสัญชาติไทยเข้ารับราชการทหารเพื่อป้องกันประเทศมากขึ้น จึงมีการปรับปรุงประเภทบุคคลที่เคยได้รับยกเว้นให้ “น้อยลง” เพื่อให้มีจำนวนกำลังพลเพียงพอ จะเห็นว่ากฎหมายต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ผมจึงเห็นแย้งกับศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นดังต่อไปนี้
ประเด็นที่หนึ่ง ผมเห็นว่า การกำหนดเกณฑ์ให้เฉพาะเพศชาย รับภาระในการตรวจเลือกทหาร ถือเป็นการสร้างความแตกต่างในสิทธิและหน้าที่โดยใช้เกณฑ์เรื่อง “เพศ” เป็นตัวตั้ง แม้ในอดีตจะมีความเชื่อว่า กายภาพของเพศชายเหมาะสมกับงานด้านความมั่นคงมากกว่า แต่ในบริบทปัจจุบันที่รูปแบบการสงครามและเทคโนโลยีทางการทหารเปลี่ยนไป รวมถึงบทบาทหน้าที่ในกองทัพที่มีความหลากหลาย (เช่น งานธุรการ การส่งกำลังบำรุง หรือเทคโนโลยี) เพศสภาพจึงไม่ใช่ข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันประเทศอีกต่อไป การจำกัดหน้าที่นี้ไว้เพียงเพศเดียว จึงเข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ขัดต่อหลักความเสมอภาคที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ เนื่องจากไม่มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอที่จะยกเว้นบุคคลเพศอื่นที่มีศักยภาพทัดเทียมกันออกไปจากหน้าที่นี้
ประเด็นที่สอง การเกณฑ์ทหารส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในชีวิตและร่างกาย เสรีภาพในการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตของบุคคล การบังคับให้บุคคลต้องสละเวลาในช่วงวัยที่สำคัญเพื่อเข้ารับราชการทหารในระบบบังคับ โดยอาศัยกฎหมายที่ตราขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นบริบทสังคมเมื่อ 70 ปีก่อน ถือเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน เกินความจำเป็นในยุคสมัยที่ควรเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบสมัครใจ หรือระบบที่กระจายภาระหน้าที่อย่างเท่าเทียม
ประเด็นสุดท้าย เมื่อพิจารณาถึง “ความจำเป็น” ของรัฐเทียบกับ “ภาระ” ของประชาชน หากรัฐสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการรักษาความมั่นคงได้ด้วยวิธีการอื่นที่กระทบสิทธิประชาชนน้อยกว่า (เช่น การสร้างแรงจูงใจในการสมัครใจ หรือการปรับปรุงสวัสดิการ) การบังคับโดยใช้เกณฑ์เพศสภาพจึงเป็นการจำกัดสิทธิที่เกินสมควรแก่เหตุ
สุดท้ายจริง ๆ ในทางกฎหมายนั้นผมมีความเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวขัดต่อหลักตามมาตรา 26 เนื่องจากสร้างภาระอันหนักหน่วงแก่บุคคลเฉพาะกลุ่ม โดยไม่มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการของสังคมและหลักการจำกัดสิทธิเท่าที่จำเป็น



