นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ. ได้หารือร่วมกับภาคธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ของธุรกิจประกันให้รองรับนโยบายสุขกาย สบายกระเป๋าของรัฐบาล ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยในสถานพยาบาลเอกชน สามารถนำใบสั่งแพทย์ไปซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกที่เข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยลดค่าครองชีพแก่ประชาชน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

“ที่ประชุมได้เปิดทางให้ผู้เอาประกันภัยสามารถนำใบเสร็จค่ายาจากร้านขายยาภายนอก มาใช้ประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ ภายใต้วงเงินค่ารักษาพยาบาลตามกรมธรรม์ประกันสุขภาพเช่นเดียวกับการซื้อยาภายในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยจะต้องตรวจสอบความสอดคล้องของใบสั่งแพทย์ ความถูกต้องของใบเสร็จ และมาตรฐาน ร้านขายยาที่อยู่ภายใต้การกำกับของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้เกิดความคุ้มครองที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมต่อประชาชน”

นายอาภากรกล่าวว่า นโยบายดังกล่าวมีความสำคัญต่อผู้เอาประกันภัยในระบบประกันสุขภาพอย่างยิ่ง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ ยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งค่าห้อง ค่ารักษาพยาบาล และค่ายา ส่งผลให้จำนวนเงินเอาประกันภัยตามกรมธรรม์อาจไม่เพียงพอต่อการรักษา และผู้เอาประกันภัยต้องรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนเกินด้วยตนเอง การเปิดทางให้สามารถซื้อยาภายนอกได้ จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยให้ผู้เอาประกันภัยสามารถบริหารจัดการวงเงินค่ารักษาพยาบาล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดโอกาสที่วงเงินจะหมดก่อนสิ้นสุดความคุ้มครอง

ทั้งนี้ โครงการสุขกาย สบายกระเป๋า เป็นมาตรการที่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยในสถานพยาบาลเอกชน สามารถนำใบสั่งแพทย์ไปซื้อยา จากร้านขายยาภายนอกที่เข้าร่วมโครงการได้ โดยร้านขายยาดังกล่าวต้องเปิดเผยราคายาอย่างโปร่งใส ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลด้านคุณภาพอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยาที่มี คุณภาพในราคาที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น และคาดว่าจะลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีผู้ป่วย โรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คปภ.จะเดินหน้าพัฒนากลไกกำกับดูแลเชิงรุก ควบคู่กับการส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมในภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพ โปร่งใส และคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนให้ภาคประกันภัยไทยปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพต่อภาวะค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความท้าทายด้านสุขภาพในอนาคต เพื่อให้ระบบประกันภัยทำหน้าที่เป็นหลักประกันที่เข้มแข็งสำหรับประชาชนทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน